thansettakij
thansettakij
“เซ็ตสึเด็น” โมเดลประหยัดไฟ ช่วยญี่ปุ่นรอดจากวิกฤตช็อกพลังงาน

“เซ็ตสึเด็น” โมเดลประหยัดไฟ ช่วยญี่ปุ่นรอดจากวิกฤตช็อกพลังงาน

ลองจินตนาการดูว่า... หากวันหนึ่งประเทศทั้งประเทศต้องสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้าไปถึง 1 ใน 3 ภายในชั่วข้ามคืน เศรษฐกิจ ผู้คน และวิถีชีวิตประจำวันจะรับมืออย่างไร ?

นี่ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์ไซไฟฮอลลีวูด แต่คือ “วิกฤตช็อกพลังงาน” ที่เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน วิกฤตการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญถึง “วินัย” และ “จิตวิญญาณ” ของคนในชาติ

11 มีนาคม 2011 : เหตุการณ์แผ่นดินไหว - สึนามิฟุกุชิมะ

ย้อนกลับไปในวันที่ 11 มีนาคม 2011 ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ มหันตภัยทางธรรมชาติในวันนั้นคร่าชีวิตและทำให้มีผู้สูญหายกว่า 20,000 คน คลื่นยักษ์ยังได้จุดชนวนวิกฤตนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลกนับตั้งแต่ภัยพิบัติเชอร์โนบิล

ภาพภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกูชิมะแห่งที่หนึ่ง และภาพกราฟิกที่แสดงถึงบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถึง 3 เครื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ภายใต้การดูแลของบริษัท Tokyo Electric Power Company (TEPCO) เกิดการหลอมละลาย ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องตัดสินใจสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบทั้งหมดทั่วประเทศเพื่อความปลอดภัยในทันที

การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่น “หายไปกว่า 30% ในชั่วข้ามคืน” ประเทศเข้าสู่ภาวะช็อกพลังงานอย่างรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศพังทลายลงในวงกว้าง (Blackout) รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ประกาศแคมเปญกู้ชาติที่มีชื่อว่า “Setsuden” (เซ็ตสึเด็น) หรือการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด มาตรการนี้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ถูกนำมาใช้ และฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

หัวใจของ “เซ็ตสึเด็น-Setsuden” คือการทุบ Peak Demand

หัวใจสำคัญของแคมเปญนี้คือ การลด "ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด" (Peak Demand) ในช่วงเวลาที่ระบบตึงตัวที่สุด เพื่อไม่ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลหรือขาดแคลนจนระบบล่ม ญี่ปุ่นทำอย่างจริงจังและเข้มข้น จนเกิดผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่นสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลงได้ถึง 20% ขณะที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่อย่าง โตเกียว และ โอซาก้า สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้มากกว่า 15% ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 4 ปี ซึ่งตัวเลขนี้ช่วย “ซื้อเวลา” ให้รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างพลังงานใหม่ได้โดยไม่ต้องตัดกระแสไฟในวงกว้าง

กราฟิกจาก www.gov-online.go.jp แนวทางประหยัดไฟภาคครัวเรือน

รัฐบาลเข้มข้นกับการลดพลังงานมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม-ธุรกิจ

มาตรการที่เข้มข้นที่สุดถูกบังคับใช้กับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐบาลมีการกำหนดโควตาการลดใช้ไฟอย่างชัดเจน พร้อมบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ซึ่งมาตรการนี้บีบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างมหาศาลจนสามารถลดการใช้ไฟได้มากกว่า 25% ภายในปี 2011 โดยใช้วิธีการดังนี้:

  • ปรับเวลาทำงาน: ย้ายเวลาการผลิตไปช่วง Off-peak (ช่วงที่มีการใช้ไฟน้อย) หรือสลับวันหยุดเพื่อลดภาระระบบไฟ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กร: ปิดระบบบันไดเลื่อน ลดความสว่างของแสงไฟในอาคาร
  • พึ่งพาตนเอง: ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในองค์กรเพื่อลดการพึ่งพาระบบโครงข่ายหลัก

จูงใจภาคประชาชนด้วย “ระบบแต้มแลกเงิน”

นอกเหนือจากภาคธุรกิจแล้ว รัฐบาลยังดึงเอาภาคประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วมผ่านกลไกที่จับต้องได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ในบ้าน เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ ปิดไฟช่วงกลางวัน และลดความถี่ในการซักผ้า ซึ่งเพียงแค่การปรับพฤติกรรมการใช้แอร์ ก็ช่วยลดการใช้ไฟในบ้านได้มากกว่า 40% ในช่วงวิกฤต

แต่สิ่งที่ทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนคือ “ระบบสะสมแต้มประหยัดพลังงาน”

เมื่อครัวเรือนทั่วไป (สัญญาใช้ไฟต่ำกว่า 50kW) สมัครเข้าร่วมโครงการ จะได้รับแต้มเปิดบัญชีทันทีมูลค่า 2,000 เยน และหากสามารถลดการใช้ไฟได้ตามเป้าหมายที่บริษัทไฟฟ้ากำหนดในช่วงเวลาพีก (Peak Time) ก็จะได้แต้มเพิ่มอีกประมาณ 1,000 เยนต่อเดือน หรือคำนวณตามหน่วยไฟที่ลดได้จริง

ภาพกราฟิก อธิบายเกี่ยวกับระบบตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าแบบให้รางวัล (Negawatt Trading) ผลตอบแทนจากการสะสมแต้มเซ็ตสึเด็น

  1. นำไปใช้เป็น ส่วนลดค่าไฟฟ้า ในเดือนถัดไป
  2. เปลี่ยนเป็น คะแนนสะสมร้านค้าชั้นนำ (เช่น T-Point, Ponta, Rakuten Point)
  3. แลกเป็น คูปองซื้อสินค้า หรือใช้แทนเงินสดในร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า

จากมาตรการฉุกเฉิน สู่ “วัฒนธรรมเซ็ตสึเด็น” ในชีวิตประจำวัน

ความสำเร็จของเซ็ตสึเด็น ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขในบิลค่าไฟ แต่มันได้หลอมรวมเข้ากับ "Cool Biz" แคมเปญที่สนับสนุนให้พนักงานออฟฟิศถอดสูท ผูกไท แล้วหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่โปร่งสบายขึ้น เพื่อที่จะสามารถตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสำนักงานให้อยู่ในระดับที่ประหยัดพลังงานได้

มาตรการ CoolBiZ ใช้กับภาคธุรกิจ พนักงานออฟฟิศ เพื่อลดการเปิดเครื่องปรับอากาศ

คำว่า "เซ็ตสึเด็น" แตกต่างจากคำว่า "โชเอเนะ" (การประหยัดพลังงานทั่วไป) เพราะเซ็ตสึเด็นหมายถึง "การลดใช้ไฟฟ้าทุกวิถีทาง"

ป้ายแสดงมาตรการเซ็ตสึเด็นตามที่สาธารณะในญี่ปุ่น

ในปัจจุบัน หากท่านเดินทางไปญี่ปุ่น ก็มีโอกาสเห็นร่องรอยของวัฒนธรรมนี้ผ่านป้ายประกาศตามที่สาธารณะ เช่น ป้ายแจ้งลดแสงไฟเพื่อเซ็ตสึเด็น ไปรษณีย์ที่ปรับลดเวลาทำการเพื่อเซ็ตสึเด็น หรือแม้กระทั่งรถไฟใต้ดินที่ลดจำนวนเที่ยววิ่งในช่วงเวลาที่ระบบตึงตัว

บทเรียนถึงประเทศไทย: วินัยพลังงานในโลกที่ผันผวน

ภาพมุมสูง แสดงให้เห็นวิวเมืองในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย

แน่นอนว่า บทเรียนจาก “Setsuden” ของญี่ปุ่น อาจไม่สามารถนำมาลอกเลียนแบบเพื่อใช้กับประเทศไทยได้ทั้งหมด 100% โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ญี่ปุ่นมีหลายฤดูกาล ซึ่งในบางช่วงของปีสามารถปิดเครื่องปรับอากาศได้ง่ายกว่าเมืองร้อนอย่างไทย

แต่นัยสำคัญที่น่าถอดรหัสจากวิกฤตของญี่ปุ่นในครั้งนี้ คือการแสดงให้เห็นว่า “วินัยด้านพลังงานของประชาชน” และ “การดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ของรัฐบาล” คือฟันเฟืองที่ทรงพลังที่สุดในการพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤต ซึ่งมีค่าไม่แพ้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ราคาแพง

ในวันที่โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนด้านราคาและแหล่งพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญคือ... หากวันหนึ่งวิกฤตช็อกพลังงานนี้เวียนมาถึงเรา ประเทศของเรามีความพร้อมและมีวินัยมากพอที่จะ "เซ็ตสึเด็น" เหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นเคยทำได้แล้วหรือยัง?