
ถอดนัย “กับดักทูซิดิดีส” บทเรียน2,400 ปีที่ “สี จิ้นผิง” เตือน “ทรัมป์” กลางกรุงปักกิ่ง
"กับดักทูซิดิดีส" คืออะไร? ทำไมสี จิ้นผิงถึงหยิบบทเรียนประวัติศาสตร์ 2,400 ปีมาเตือนทรัมป์กลางกรุงปักกิ่ง สะท้อนอะไรต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ
ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาการค้าที่สร้าง "ผลลัพธ์เชิงบวก" ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้หยิบยกคำถามที่หนักที่สุดในความสัมพันธ์สองมหาอำนาจขึ้นตรงๆ ต่อหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569
"จีนและสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยงกับดักทูซิดิดีสได้หรือไม่?"
ประโยคนั้นไม่ใช่เพียงวาทศิลป์ทางการทูตเท่านั้น แต่มันคือการตั้งคำถามต่อบทเรียนอันโหดร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
กับดักทูซิดิดีส คืออะไร?
ทูซิดิดีส (Thucydides) คือนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณผู้บันทึก สงครามเพโลพอนนีเซียน เมื่อราว 2,400 ปีก่อน ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง เอเธนส์ มหาอำนาจใหม่ที่กำลังรุ่งเรือง กับ สปาร์ตา มหาอำนาจเก่าที่ครองความยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนาน บทสรุปของเขาทิ้งไว้เป็นมรดกจนถึงทุกวันนี้ว่า "เอเธนส์ที่เติบโตขึ้น และความหวาดกลัวที่สปาร์ตาได้รับ ทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
ในยุคปัจจุบัน ศาสตราจารย์ Graham Allison แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้นำแนวคิดนี้มาอธิบายพลวัตของโลกในหนังสือ "Destined for War" (2017) โดยศึกษาการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ 16 กรณีในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา พบว่า 12 ใน 16 กรณี จบลงด้วย สงคราม
ใจความสำคัญของกับดักนี้คือ เมื่อมหาอำนาจกำลังขึ้น (Rising Power) เริ่มคุกคามสถานะของมหาอำนาจครอง (Ruling Power) ทั้งสองมักถูก "ดึง" เข้าสู่ความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะผ่านความหวาดกลัว ความเข้าใจผิด หรือการคำนวณผิดพลาด
เสียงเตือนจาก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการ UNCTAD ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระดับโลก เคยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ฐานเศรษฐกิจ อธิบายถึงกับดักนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า แก่นของปัญหาคือ "ประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่อยู่แล้ว ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีบทบาทรอง" และนั่นเองที่ทำให้เกิด "การดิ้นครั้งสุดท้าย" ซึ่งมักนำไปสู่สงคราม
ดร.ศุภชัย ยังชี้ให้เห็นว่า สี จิ้นผิง เองก็เคยยกประเด็นนี้ขึ้นในเวทีระดับโลกมาก่อนแล้ว และแสดงให้เห็นว่าเข้าใจความเสี่ยงของกับดักนี้ดี รวมถึงเตือนโลกไม่ให้ตกอยู่ในวังวนเดิม
สี จิ้นผิง — คิสซินเจอร์: "โลกใหญ่พอสำหรับทั้งสองประเทศ"
หนึ่งในบทสนทนาที่ทรงน้ำหนักที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตร่วมสมัยระหว่าง สี จิ้นผิง พบกับ เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สถาปนิกความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ยุคใหม่ในการพบกันครั้งสุดท้ายก่อนที่คิสซินเจอร์จะถึงแก่อนิจกรรมในปี 2566
ทั้งสองผู้นำตกลงกันในจุดสำคัญว่า "โลกใบนี้ใหญ่พอสำหรับสองประเทศยักษ์ใหญ่ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ" และหากวันใดทั้งสองประเทศเลือกที่จะต่อสู้กัน ก็จะไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์
นี่คือฉันทามติที่เปราะบาง แต่ก็ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ทั้งสอง
เมื่อมังกรโตเกินกว่าจะเพิกเฉย
ในศตวรรษที่ 21 สูตรสมการนี้ชัดเจนยิ่ง จีน คือเอเธนส์ใหม่ที่ขยับขึ้นมาท้าทาย สหรัฐอเมริกา ในฐานะสปาร์ตาแห่งยุคสมัย ทั้งในมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์
สี จิ้นผิงเลือกหยิบยกคำถามนี้ขึ้นมาในห้องที่ทรัมป์นั่งอยู่ตรงหน้า นัยยะนั้นชัดเจน จีนไม่ต้องการให้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้าที่เพิ่งผ่อนคลายลงได้ ลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งในระดับที่ควบคุมไม่ได้
วิสัยทัศน์ใหม่: "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์"
คำตอบที่ทั้งสองผู้นำประกาศร่วมกันในวันนี้คือ แนวคิด "เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Strategic Stability)" ซึ่งสี จิ้นผิงนิยามว่าต้องประกอบด้วย 4 เสา ได้แก่
- ความร่วมมือ เป็นแกนกลาง
- การแข่งขัน ที่อยู่ในระดับพอประมาณ
- การจัดการความขัดแย้ง ที่ควบคุมได้
- คำมั่นแห่งสันติภาพ ที่ยั่งยืน
นี่คือความพยายามของปักกิ่งที่จะกำหนด "กรอบกติกา" ของความสัมพันธ์ให้ชัดเจน แทนที่จะปล่อยให้ต่างฝ่ายตีความตามอำเภอใจ — ซึ่งตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มักเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต
สัญญาณจากทรัมป์
ด้านทรัมป์ตอบรับด้วยท่าทีเชิงบวก ยกย่องสี จิ้นผิงว่าเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" และแสดงความพร้อมที่จะเสริมสร้างการสื่อสาร จัดการความขัดแย้ง และผลักดันให้ความสัมพันธ์ทวิภาคี "ดีกว่าที่เคยเป็น" พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ขยายความร่วมมือกับจีนอย่างจริงจัง
ยังมีชนวน "ไต้หวัน" คั่นอยู่
แม้บรรยากาศโดยรวมจะอบอุ่น แต่สี จิ้นผิงไ ม่ลืมเน้นย้ำว่า ประเด็นไต้หวัน คือ "ประเด็นที่สำคัญที่สุด" ในความสัมพันธ์สองประเทศ และเป็นชนวนที่อาจจุดไฟให้กับดักทูซิดิดีสลุกโชนได้ทุกเมื่อ หากจัดการผิดพลาด
คำถามที่สี จิ้นผิงทิ้งไว้กลางมหาศาลาประชาชนวันนั้น ไม่มีใครตอบได้ในวันเดียว แต่ที่แน่ๆ คือทั้งสองประเทศกำลังรู้ตัวดีว่าตนเองยืนอยู่ตรงหน้ากับดักอันเลื่องชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ และนั่นอาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดสู่การหลีกเลี่ยงมัน





