thansettakij
thansettakij
สหรัฐ เริ่มคืนเงิน 'ภาษีทรัมป์'ให้คู่ค้าทั่วโลกแล้ว หลังศาลสูงสุดสั่งยกเลิกภาษี

สหรัฐ เริ่มคืนเงิน 'ภาษีทรัมป์'ให้คู่ค้าทั่วโลกแล้ว หลังศาลสูงสุดสั่งยกเลิกภาษี

20 เม.ย. 69 | 23:23 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 23:36 น.

รัฐบาลสหรัฐ เริ่มคืนเงิน 'ภาษีทรัมป์' ให้แก่บริษัทต่างๆที่ได้รับผลกระทบถูกเรียกเก็บสินค้านำเข้า จากประเทศคู่ค้าทั่วโลกแล้ว มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ หลังจากศาลฎีกา มีคำวินิจฉัยสั่งยกเลิกภาษีดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

วันนี้(วันที่ 21 เมษายน 2569) ตามเวลาไทย สำนักข่าว BBC  รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีศุลกากร มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกแล้ว หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยสั่งยกเลิกภาษีดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

กระบวนการนี้ถูกยกให้เป็น โครงการคืนเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยบรรดาบริษัทต่างๆ สามารถยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์เพื่อขอรับเงินภาษี ที่ถูกจัดเก็บภายใต้มาตรการที่เรียกว่า “ภาษีวันปลดปล่อย” (Liberation Day tariffs) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พร้อมดอกเบี้ย

เมื่อเดือนมีนาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรคืนเงินกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.1 ล้านล้านบาท) ที่รัฐบาลเคยจัดเก็บไป ซึ่งส่งผลให้ผู้นำเข้าประมาณ 330,000 ราย มีโอกาสที่จะได้รับเงินคืน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้บริโภครายย่อยที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาษีดังกล่าวผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น จะไม่ได้รับการชดเชยในส่วนนี้

โดนัลด์ ทรัมป์

การคืนเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งจัดเก็บภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) โดยผู้พิพากษา ริชาร์ด อีตัน เขียนระบุไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่า “ผู้นำเข้าตามทะเบียนทุกคนที่ถูกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA มีสิทธิได้รับประโยชน์จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา”

ข้อมูลเมื่อต้นเดือนเมษายนระบุว่า มีผู้นำเข้ามากกว่า 56,000 ราย ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อเตรียมยื่นขอคืนเงินผ่านทางออนไลน์ทันทีที่ระบบเปิด โดยมูลค่าการเรียกร้องคืนเงินของกลุ่มนี้อยู่ที่ 1.27 แสนล้านดอลลาร์

ระบบช่องทางคืนเงินดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า Consolidated Administration and Processing of Entries (Cape) ได้เริ่มเปิดใช้งานแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) กล่าวว่า ระบบ Cape ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “จัดการการคืนเงินอย่างมีประสิทธิภาพ” โดยระบบจะประมวลผลการคืนเงินให้ผู้นำเข้าเป็นเงินก้อนเดียว แทนที่จะให้ธุรกิจต้องยื่นขอคืนทีละรายการสินค้า

CBP ระบุด้วยว่า ผู้ยื่นคำร้องที่ผ่านเกณฑ์สามารถได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องภายใน 60-90 วัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของกระบวนการนี้คือ ความกังวลที่มาจากกลุ่มผู้ซื้อรายย่อย ซึ่งต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากภาษีของทรัมป์ แต่กลับไม่มีช่องทางในการเรียกร้องค่าชดเชยด้วยตนเอง

หนึ่งในวิธีที่ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยคือ การที่ธุรกิจต่างๆ กระจายเงินที่ได้รับคืนจากสำนักงานศุลกากรฯ กลับคืนสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ประกาศแผนว่าจะทำเช่นนั้น

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มผู้บริโภครวมตัวกันยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อบริษัทต่างๆ ที่พวกเขาอ้างว่าได้ผลักภาระต้นทุนภาษีของทรัมป์มาให้ โดยโต้แย้งว่าเงินคืนใดๆ ที่ธุรกิจได้รับควรถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค

บริษัทที่ถูกฟ้องร้องรวมถึง “คอสต์โก” (Costco) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง อย่างไรก็ตาม รอน วาคริส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Costco กล่าวว่า ทางบริษัทมีแผนที่จะส่งต่อเงินคืนภาษีศุลกากรให้กับลูกค้า “ผ่านการลดราคาสินค้าและมอบความคุ้มค่าที่ดีขึ้น”

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ผู้นำเข้าหลายรายจะปรับราคาสินค้าขึ้น แต่บ่อยครั้งที่การปรับขึ้นนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนจากภาษีศุลกากรได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาษีดังกล่าวยังมักจะก่อให้เกิดต้นทุนประเภทอื่นๆ ตามมา บีบให้ธุรกิจต่างๆ ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาจ่ายค่าภาษี และนำไปสู่ผลกระทบที่วัดมูลค่าได้ยากอย่างเช่นยอดขายที่สูญเสียไป

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทรัมป์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการคืนเงินในครั้งนี้

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องเมื่อเดือนมีนาคมให้บริษัทต่างๆ ที่ได้รับ “ส้มหล่น” จากการคืนเงิน นำเงินส่วนนี้ไปมอบให้แก่พนักงานในรูปแบบของโบนัส

ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็กล่าวว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์

“ผมมีความรู้สึกว่าคนอเมริกันคงจะไม่ได้เห็นเงินก้อนนี้หรอก” เขากล่าว