thansettakij
thansettakij
เซ่นสงครามตะวันออกกลาง IEA ชี้ 'ตลาดน้ำมันโลก' เผชิญวิกฤตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

เซ่นสงครามตะวันออกกลาง IEA ชี้ 'ตลาดน้ำมันโลก' เผชิญวิกฤตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

14 มี.ค. 2569 | 05:38 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มี.ค. 2569 | 05:45 น.

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ ชี้ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรง

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างรุนแรง
  • IEA คาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกอาจลดลงราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนและพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
  • เพื่อรับมือกับวิกฤต ประเทศสมาชิก IEA ได้ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินสู่ตลาดในปริมาณ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ชะงักงัน ทำให้อุปทานน้ำมันลดลงและราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง

รายงานตลาดน้ำมันล่าสุดขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การไหลเวียนของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักที่สำคัญที่สุดของโลก ลดลงจากราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดสงคราม เหลือเพียงส่วนน้อยในปัจจุบัน

ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้วยเหตุนี้ อุปทานน้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะลดลงราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม โดยการลดลงในตะวันออกกลางถูกชดเชยบางส่วนจากการเพิ่มการผลิตของประเทศนอกกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) เช่น คาซัคสถานและรัสเซีย หลังจากเผชิญการหยุดชะงักก่อนหน้านี้ในปี 2026

เซ่นสงครามตะวันออกกลาง IEA ชี้ 'ตลาดน้ำมันโลก' เผชิญวิกฤตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

รายงานระบุว่า การโจมตีและช่องทางส่งออกที่จำกัดทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันในภูมิภาคมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องหยุดดำเนินการ

ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศร่วมกันต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์เคยพุ่งเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,900 บาท) ต่อบาร์เรล ก่อนจะอ่อนตัวลงมาอยู่เหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,900 บาท) ซึ่งยังสูงกว่าระดับเมื่อหนึ่งเดือนก่อนราว 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 640 บาท)

เพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักด้านอุปทานดังกล่าว ประเทศสมาชิกองค์การฯ ได้ตกลงกันเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินสู่ตลาดในปริมาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึง 400 ล้านบาร์เรล

องค์การฯ เตือนว่าผลกระทบขั้นสุดท้ายของความขัดแย้งที่มีต่อทั้งตลาดน้ำมันและก๊าซ รวมถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการโจมตีทางทหารและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาการหยุดชะงักในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย