thansettakij
thansettakij
'ปณิธาน' ชี้ไทยปรับสมดุลความสัมพันธ์กับอิหร่าน พร้อมยกระดับคุ้มครองเรือไทย

'ปณิธาน' ชี้ไทยปรับสมดุลความสัมพันธ์กับอิหร่าน พร้อมยกระดับคุ้มครองเรือไทย

รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ชี้กรณี "เรือมยุรี นารี" ถูกถล่ม ไทยเรียกทูตอิหร่านชี้แจงยังไม่พอ แนะไทยเร่งปรับสมดุลความสัมพันธ์ทั้งอิหร่าน สหรัฐอเมริกา

KEY

POINTS

  • ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงฯ ชี้ว่าการดำเนินการทางการทูตด้วยการเชิญทูตเข้าพบเพียงอย่างเดียว ในกรณีเรือสินค้าไทย "มยุรีนารี" ถูกโจมตีนั้นยังไม่เพียงพอ
  • เสนอให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสนี้ทบทวนนโยบายและปรับสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น อิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
  • ไทยควรมีมาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจนเพิ่มเติม ทั้งการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และการพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดหรือแรงกดดันทางการทูตต่ออิหร่าน

จากกรณีเรือสินค้าสัญชาติไทย "มยุรีนารี" ถูกโจมตีบริเวณทะเลอาหรับภายหลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ห้องเครื่องท้ายเรือเสียหายหนักและลูกเรือ 23 ชีวิตต้องตัดสินใจสละเรือ โดยปัจจุบันยังคงเร่งค้นหาลูกเรือไทยที่สูญหายอีก 3 ราย ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย มาพบเพื่อหารือและสอบถามข้อเท็จจริงต่อเหตุที่เกิดขึ้น

รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นว่าการดำเนินการผ่าน ช่องทางการทูต ถือเป็นแนวทางปกติเมื่อเกิดสถานการณ์ลักษณะนี้ และถือว่าเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วพอสมควร โดยการเชิญเอกอัครราชทูตเข้ามารับทราบถึงข้อกังวลของไทย รวมถึงหารือแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกระบวนการทางการทูตแล้ว ยังต้องขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ว่าไทยจะใช้โอกาสนี้ปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิหร่านให้เหมาะสมขึ้นหรือไม่ และอาจต้องพิจารณาปรับแนวทางเดิม ๆ ที่เคยสร้างปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ดร. ปณิธาน ระบุที่ผ่านมา อิหร่านเคยมีปัญหาเรื่องการควบคุมพลเมืองของตนเองที่เข้ามาก่อเหตุในประเทศไทยหลายครั้ง ทำให้ไทยต้องดำเนินการจับกุม ดำเนินคดี ส่งศาล และส่งตัวกลับ รวมถึงเคยมีกรณี การแลกเปลี่ยนตัวประกัน เกิดขึ้นเป็นระยะ

อีกประเด็นหนึ่งที่คนไทยอาจรู้สึกผิดหวัง คือ อิหร่านไม่ได้มีบทบาทช่วยเหลือคนไทยมากนัก โดยเฉพาะในกรณีแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งมีบางส่วนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ไทยก็ไม่สามารถโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งหมดได้ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่การปรับนโยบายของไทยเองให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

ในขณะเดียวกัน ไทยควรดำเนินการเชิญ เอกอัครราชทูตทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกา เข้าหารือ เพื่อแสดงความกังวลในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎเกณฑ์และกติกาสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวม แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ไทย รักษาสมดุลทางการทูตกับทั้งสองฝ่าย และไม่ถูกมองว่าเลือกยืนอยู่ข้างประเทศใดประเทศหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ระบุว่า กรณีเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยถูกโจมตีใน ช่องแคบฮอร์มุส จนเกิดความเสียหาย และมีลูกเรือสูญหาย 3 คน เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการในสองด้านสำคัญ
ประการแรก คือ การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน ทั้งต่อชีวิตลูกเรือ ธุรกิจเดินเรือ และความตื่นตระหนกของประชาชน

พร้อมทั้งต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ดร.ปณิธาน ยกตัวอย่างบางประเทศ เช่น จีน ที่มีการสั่งการกองเรือไม่ให้ออกเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง แม้อาจมีข้อตกลงพิเศษกับกลุ่มที่ควบคุมพื้นที่ก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนของตนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงคราม

ประการที่สอง ไทยควรดำเนินการเชิงนโยบายในหลายมิติ ทั้งด้านการทูต การเมืองระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ เพื่อปรับความสัมพันธ์กับประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น อิหร่าน ซึ่งถือเป็นคู่กรณีในสถานการณ์นี้ รวมถึง สหรัฐอเมริกา และพันธมิตร เช่น อิสราเอล ที่ต่างเรียกร้องให้ไทยร่วมมือ

การเชิญเอกอัครราชทูตเข้าพบเพื่อแสดงความกังวลและแลกเปลี่ยนข้อมูลถือเป็นหนึ่งในมาตรการทางการทูตขั้นต้น อย่างไรก็ตาม ดร.ปณิธานมองว่า การดำเนินการเช่นนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการเชิงนโยบายเพิ่มเติมจากรัฐบาล ดังนั้น ไทยอาจต้องใช้จังหวะนี้ ทบทวนและปรับความสัมพันธ์กับอิหร่าน เช่น
เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองชาวอิหร่านที่เดินทางเข้าไทย ลดความร่วมมือในบางด้านที่มีความเสี่ยง เพิ่มแรงจูงใจหรือแรงกดดันทางการทูต เพื่อให้อิหร่านให้ความร่วมมือมากขึ้น

ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ดร.ปณิธานชี้ว่า ไทยและประเทศในเอเชียพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุสสูงกว่าที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยข้อมูลจากสถาบันยุทธศาสตร์ของสหรัฐระบุว่า สัดส่วนอาจสูงถึง ประมาณ 80% สำหรับภูมิภาคเอเชีย ไม่ใช่เพียง 20% ตามค่าเฉลี่ยทั่วโลก

พร้อมเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบเป็นเวลาหลายเดือน ไทยอาจต้องเตรียมพิจารณาการยกระดับมาตรการคุ้มครองเรือไทย เช่น การเข้าร่วมภารกิจลาดตระเวนทางทะเลระหว่างประเทศ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอ่าวเอเดนหรือทะเลแดง

ดร.ปณิธานยังกล่าวถึงคำประกาศข่มขู่ของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ระบุว่าจะโจมตีเรือในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้จำนวนเรือที่ผ่านเส้นทางนี้ลดลงอย่างมาก หดังนั้นหน่วยงานไทย เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ และภาคเอกชนด้านการขนส่ง ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากลูกเรือไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ภาระในการดูแลและรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับรัฐบาลไทยอยู่ดี