
รัสเซียขู่ตอบโต้ฟินแลนด์ หลังจ่อแก้กฎหมายเปิดทางติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์
รัสเซียเตือนฟินแลนด์หลังเตรียมยกเลิกข้อห้ามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ของนาโต ชี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง ขณะที่ยุโรปกำลังทบทวนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งใหญ่ท่ามกลางสงครามยูเครนและความไม่แน่นอนของทรัมป์
สื่อต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียประกาศพร้อมตอบโต้หากฟินแลนด์อนุญาตให้นำอาวุธนิวเคลียร์มาติดตั้งในดินแดนของตน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้ประเทศนอร์ดิกแห่งนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น
โฆษกเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "นี่คือถ้อยแถลงที่จะนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดบนผืนแผ่นดินยุโรป" พร้อมเสริมว่าหากฟินแลนด์คุกคามรัสเซีย รัสเซียก็พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อตอบโต้
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของฟินแลนด์เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศได้ประกาศแผนยกเลิกการห้ามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเปิดทางให้สามารถนำอาวุธดังกล่าวมาประจำการในช่วงเวลาสงครามได้
ฟินแลนด์ยันจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อนาโต
ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ชี้แจงระหว่างการเยือนอินเดียว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากภัยคุกคามเร่งด่วน แต่เพื่อให้ฟินแลนด์สามารถเข้าร่วมการวางแผนด้านนิวเคลียร์ของนาโตได้อย่างเต็มที่ โดยระบุว่าฟินแลนด์ไม่ต้องการให้มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในดินแดนตน แต่กำลังปรับนโยบายให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มนอร์ดิก
ด้านสวีเดน นายกรัฐมนตรีอุลฟ์ คริสเตอร์สสัน ระบุว่านโยบายปัจจุบันคือไม่รับกองกำลังต่างชาติถาวรหรืออาวุธนิวเคลียร์ในยามสงบ แต่เปิดทางว่าหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นโยบายดังกล่าวก็อาจไม่มีผลบังคับใช้
การเปลี่ยนแปลงของทั้งสองประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากฟินแลนด์และสวีเดนต่างรักษาความเป็นกลางมาตลอดช่วงสงครามเย็น และเพิ่งเข้าร่วมนาโตในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ ภายหลังรัสเซียส่งกำลังทหารบุกยูเครน ทั้งนี้ฟินแลนด์มีพรมแดนติดกับรัสเซียยาวถึง 1,340 กิโลเมตร
การปรับท่าทีด้านนิวเคลียร์ในยุโรปครั้งนี้ยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง ประกาศขยายกำลังคุ้มครองทางนิวเคลียร์ให้แก่พันธมิตรยุโรป และการจัดตั้งคณะทำงานนิวเคลียร์ร่วมระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี
ขณะที่รัสเซียระบุว่าการประกาศของมาครงเป็น "พัฒนาการที่ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง" และเป็นภัยคุกคามต่อมอสโก ในขณะที่รัสเซียเองก็ใช้การคุกคามด้านนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือกดดันตะวันตกไม่ให้เข้าแทรกแซงในสงครามยูเครนมาตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

