หม่อมปลื้ม วิเคราะห์ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ปิดได้ไม่เกิน 1เดือน
"หม่อมปลื้ม" วิเคราะห์ อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ไม่เกิน 1 เดือน เหตุนานาชาติกดดัน ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงน้อยกว่าเนื่องจากมีน้ำมันสำรองเพียงพอ และนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นถึง 50%
KEY
POINTS
- "หม่อมปลื้ม" วิเคราะห์ว่าอิหร่านจะสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้นานที่สุดไม่เกิน 1 เดือน
- แรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว จะบีบให้อิหร่านต้องกลับมาเปิดการเดินเรือตามปกติ
- ประเทศไทยมีความเสี่ยงน้อยกว่าหลายประเทศ เนื่องจากมีน้ำมันสำรองเพียงพอ (60-90 วัน) และนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นถึง 50%
จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่าน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประกาศปริมาณน้ำมันสำรองว่ามีอยู่ประมาณ 90วัน คำถามสำคัญคือ สถานการณ์การสู้รบนี้จะจบลง หรือคลี่คลายในระยะเวลาเท่าไหร่ และช่องแคบสำคัญสำหรับการขนส่งเชื้อเพลิงโลก อย่างช่องแคบฮอร์มุซ จะกลับมาเดินเรือได้เมื่อใด
รายการ "เข้าเรื่อง" ทางช่องยูทูปฐานเศรษฐกิจ ได้สัมภาษณ์ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ "หม่อมปลื้ม" นักวิเคราะห์ข่าวอิสระ เพื่อประเมินมิติทางด้านพลังงาน โดยเฉพาะประเด็นการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริงหรือไม่?
หม่อมปลื้มวิเคราะห์ว่า หากย้อนดูในอดีต จะพบว่าอิหร่านไม่เคยสามารถ “ปิดช่องแคบฮอร์มุส” ได้จริง แม้จะมีการขู่หรือพยายามสร้างแรงกดดันหลายครั้งก็ตาม สาเหตุสำคัญคือ อิหร่านไม่ได้เป็นเจ้าของช่องแคบฮอร์มุสแต่เพียงฝ่ายเดียว และช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวโอมาน ทะเลอาระเบีย และอ่าวเปอร์เซีย
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UN Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) กำหนดให้ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศต้องเปิดให้เรือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรือพาณิชย์หรือแม้แต่เรือรบ สามารถเดินเรือผ่านได้โดยเสรีตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะไม่สามารถปิดช่องแคบได้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พยายามสร้างความปั่นป่วน เนื่องจากอิหร่านมีกลไกในการกดดันประชาคมโลกค่อนข้างจำกัด ช่องแคบฮอร์มุสจึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอิหร่าน
ที่ผ่านมาแม้ในช่วง สงครามอิรัก–อิหร่านที่ยืดเยื้อถึง 8 ปี อิหร่านก็ยังไม่สามารถปิดช่องแคบได้จริง วิธีการที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นการก่อกวน เช่น การวางทุ่นระเบิดในทะเล หรือโจมตีเรือในพื้นที่ ซึ่งมีเพียงไม่กี่ครั้งที่สร้างความเสียหายได้จริง
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐอเมริกาก็กำลังเตรียมมาตรการทางทหารเพื่อยืนยันเสรีภาพในการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพเรือสหรัฐมีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และพร้อมให้การคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มูส
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีฝ่ายใดพิสูจน์ได้จริง กล่าวคือ อิหร่านยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะสามารถโจมตีหรือทำลายเรือบรรทุกน้ำมันได้จริง ขณะที่สหรัฐก็ยังไม่ได้พิสูจน์เช่นกันว่าจะสามารถรับประกันความปลอดภัยของการเดินเรือได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น ผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันทางทะเลจึงต้องประเมินความเสี่ยงกันเอง ว่าคำประกาศของฝ่ายใดเป็นเพียงการขู่ หรือจะเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น
สงครามจะจบลงอย่างไร เพราะเหตุใด
ในมิติของการสู้รบ หม่อมปลื้มมองว่าอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะเพลี่ยงพล้ำจากการถูกบดขยี้ทางอากาศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้อิหร่านจะมีขีปนาวุธระยะสั้นเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ลูก แต่ด้วยอัตราการใช้ที่สูงถึง 500 ลูกต่อสัปดาห์ ในขณะที่ผลิตได้เพียงเดือนละไม่เกิน 400 ลูก ทำให้สต๊อกอาวุธน่าจะหมดลงภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือน
นอกจากนี้ อิสราเอลยังมุ่งเป้าทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธและสังหารผู้นำระดับสูง โดยอาศัยจังหวะที่ทราบพิกัดของผู้นำสูงสุด (Ayatollah) เพื่อปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด สำหรับประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ หม่อมปลื้มมองว่าเป็นเพียงข้ออ้างของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการบุก เนื่องจากข้อเท็จจริงคืออิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะพัฒนาได้สำเร็จ
หม่อมปลื้มคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ใน 2 ทาง ทางที่หนึ่งคือ สหรัฐฯ บดขยี้จนอิหร่านยอมจำนนซึ่งเป็นทิศทางที่หม่อมปลื้มเชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูง เพราะสหรัฐฯ สายเหยี่ยวและทรัมป์ต้องการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) เพื่อรักษาเกียรติยศของมหาอำนาจอันดับ 1 และอีกทิศทางนั่นก็คือ แรงกดดันภายในสหรัฐฯเนื่องจากกระแสต่อต้านสงครามจากฐานเสียงของทรัมป์เองอาจบีบให้ต้องสั่งพักรบ
หากสหรัฐต้องการลดแรงเสียดทานทางการเมืองภายในประเทศ และสามารถโน้มน้าวให้อิสราเอลหยุดปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย นี่อาจเป็นทางออกที่สะดวกที่สุดที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ภายในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า สาเหตุสำคัญคือ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังมาจากคนในฝั่งเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยสนับสนุนเขา ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างชัดเจนในประเด็นนี้
ขณะเดียวกันหากทรัมป์ตัดสินใจส่งสัญญาณถอย และขอให้อิสราเอลหยุดก่อน อิหร่านก็สามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นทางลงทางการเมือง โดยประกาศว่าระบอบการปกครองของตนยังคงอยู่และสามารถยืนหยัดได้ พร้อมทั้งกลับมาเปิดให้การค้าขายน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุสเป็นไปตามปกติ ซึ่งหากจบแบบนี้ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ค่อนข้างสวย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสำคัญ หากแรงกดดันภายในประเทศสูงพอจนบีบให้ทรัมป์ถอย หม่อมปลื้มประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้อาจอยู่ราว 30%
ช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานไทย
สำหรับประเทศไทย หม่อมปลื้มให้ความมั่นใจว่า ไทยมีน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 60-90 วัน ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก และไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มูซอีกประมาณร้อยละ 50 ทำให้เรามีความเสี่ยงน้อยกว่าหลายประเทศ
หม่อมปลื้มเชื่อว่า ภายใน 1 เดือน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ เนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติกว่า 100 ประเทศที่จะเริ่มขาดแคลนพลังงานจะบีบให้อิหร่านต้องยอมปล่อยให้มีการเดินเรือ เพราะหากอิหร่านยังดื้อดึงปิดช่องแคบ จะเท่ากับการคุกคามคนทั้งโลกและเข้าทางสหรัฐฯ ที่จะร่ำรวยขึ้นจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในราคาสูงแทน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ อินเดีย ซึ่งเริ่มเผชิญปัญหาในการนำเข้าน้ำมัน เมื่อการขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง อินเดียจึงแจ้งสหรัฐอย่างเป็นทางการว่าประสบปัญหา และขออนุญาตกลับไปนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้อีกครั้ง ซึ่งล่าสุดสหรัฐก็อนุญาตให้ทำได้
แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ และมีประเทศที่เดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยประเทศ แรงกดดันต่ออิหร่านก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุสในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งโลก ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามระดับใกล้เคียงกับการประกาศสงคราม
ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศอื่น ๆ หลายประเทศอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าไทยเสียอีก เพราะฉะนั้นประเทศไทยยังพอมีเวลาเฝ้าดูว่า ประเทศที่รับมือกับวิกฤตพลังงานได้ยากกว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ก่อนที่ผลกระทบจะมาถึงไทยจริง ๆ พูดง่าย ๆ คือ แม้สถานการณ์นี้จะไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีได้ว่า วิกฤตนี้อาจไม่ยืดเยื้อจนกระทบการขนส่งน้ำมันของโลกในระยะยาว

