
ดูไบสั่นคลอน ริยาดผงาด: เมื่อ "สวรรค์แห่งความมั่นคง" ถูกทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
หลังอิหร่านโจมตี UAE ตลาดหุ้นดูไบปิด นักลงทุนแห่ถอนทุน เศรษฐีเช่าเครื่องบินจากริยาด 350,000 ดอลลาร์ สถานะ Safe Haven ของดูไบถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่ดูไบสร้างตัวเองขึ้นมาบนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยพูดออกมาดังๆ แต่ทุกคนรับรู้ดี นั่นคือ ไม่ว่าตะวันออกกลางจะร้อนแรงแค่ไหน วิกฤตจากภายนอกจะหยุดอยู่ที่ชายแดนของเมืองนี้
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา คำมั่นสัญญานั้นแตกสลาย
เมื่อขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านถล่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสนามบินนานาชาติดูไบ ท่าเรือเจเบล อาลี และโรงแรมบูร์จ อัล อาหรับ สัญลักษณ์แห่งความหรูหราที่โลกรู้จัก บทเรียนที่ตลาดการเงินโลก นักลงทุน และชาวต่างชาติหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญก็ชัดเจนขึ้นทันที: ดูไบไม่ใช่เมืองที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป
เกราะกันกระสุนที่ร้าวแตก
ตามรายงานของ Reuters ความเสียหายในครั้งนี้มีทั้งมิติทางกายภาพและจิตวิทยา กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 58 ราย ขณะที่ตลาดหุ้นอาบูดาบีและดูไบถูกสั่งปิดในวันจันทร์และอังคาร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน UAE นอกจากนี้ การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Amazon ยังส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการธนาคารบางแห่ง และผู้คนนับหมื่นยังคงตกค้างอยู่ในประเทศเนื่องจากน่านฟ้าปิดตัว
Jim Krane นักวิจัยจาก Rice University's Baker Institute กล่าวกับ Reuters ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ความเสียหายทางกายภาพอาจไม่มากนัก แต่ความเจ็บปวดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับจิตวิทยา และสถานะ "เมืองปลอดภัย" ของดูไบสำหรับชาวต่างชาติและธุรกิจของพวกเขากำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก พร้อมเตือนว่า "ทุนระหว่างประเทศเคลื่อนย้ายได้เสรีมาก"
Nabil Milali ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Edmond de Rothschild Asset Management บอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผู้คนต้องหลบภัยในที่กำบังใต้ดิน การที่สนามบินดูไบ หนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในโลก ต้องปิดตัวหลายวัน ถือเป็นสัญญาณที่บอกอะไรบางอย่างได้อย่างชัดเจน เขาประเมินว่ามีโอกาสถึง 70% ที่ภูมิภาคนี้จะแบกรับ "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" ต่อเนื่องยาวนาน
สี่ทศวรรษแห่งการสร้างแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเสาร์ถึงสำคัญขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าดูไบสร้างตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร
จากท่าเรือขนาดเล็กที่พึ่งพาการดำน้ำหาไข่มุกและการประมง ดูไบพลิกโฉมตัวเองอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน ตามรายงานของ Reuters หลักหมุดสำคัญในการก่อร่างสร้าง "Brand Dubai" ประกอบด้วยการเปิดตัวสายการบิน Emirates ในปี 1985 การเปิดโรงแรม Burj Al Arab ในปี 1999 และกฎหมายต้นทศวรรษ 2000 ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นครั้งแรก
วันนี้ GDP ของดูไบขับเคลื่อนด้วยภาคนอกน้ำมันแทบทั้งหมด โดยน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 2% เท่านั้น รากฐานของเศรษฐกิจคือการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ และบริการทางการเงิน บนโครงสร้างกำกับดูแลที่ออกแบบมาให้เทียบชั้นกับลอนดอนและนิวยอร์ก
ที่น่าสังเกตคือ การเติบโตของดูไบบางส่วนมาจากความไม่มั่นคงของผู้อื่น คนซีเรียที่พลัดถิ่นจากสงครามกลางเมือง ครอบครัวผู้มีอันจะกินที่หวาดกลัวต่อกระแสอาหรับสปริง และชาวรัสเซียที่อพยพหนีจากสงครามยูเครน ล้วนนำทุนและทักษะหลั่งไหลเข้ามา
ผลลัพธ์คือประชากรใน UAE พุ่งจากราว 1 ล้านคนในปี 1980 สู่ 11 ล้านคนในปี 2024 และเมื่อปีที่แล้ว UAE กำลังจะทำลายสถิติใหม่ด้วยการดึงดูดมหาเศรษฐีที่ย้ายถิ่นฐานกว่า 9,800 คน มากที่สุดในโลก ตามข้อมูลของ Henley & Partners
การก่อตั้ง Dubai International Financial Centre (DIFC) ในปี 2004 เป็นตัวเร่งสำคัญในการดึงดูดสถาบันการเงิน และภายในปลายปี 2025 DIFC เป็นที่ตั้งของธนาคารกว่า 290 แห่ง เฮดจ์ฟันด์ 102 แห่ง บริษัทบริหารความมั่งคั่ง 500 แห่ง และ family office อีกกว่า 1,289 แห่ง
ริยาด: ท่าออกแห่งใหม่ของคนรวย
ขณะที่ดูไบกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น มหานครอีกแห่งในคาบสมุทรอาระเบียกำลังผงาดขึ้นมาในฐานะทางออกที่เหลืออยู่
รายงานจาก Arab News อ้างอิง Semafor ระบุว่า กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นศูนย์กลางการอพยพหลักสำหรับผู้มีฐานะและผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สนามบินนานาชาติคิง คาลิด ในริยาดเป็นหนึ่งในไม่กี่สนามบินขนาดใหญ่ที่ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ
ภาพที่เกิดขึ้นฉายให้เห็นระดับความกดดัน: ผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกและบุคคลมั่งคั่งจำนวนมากต่างออกเดินทางทางบกมุ่งหน้าสู่ริยาด บางรายใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงจากดูไบ บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนเช่าขบวน SUV ส่งลูกค้าไปยังเมืองหลวงซาอุดีฯ ก่อนจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำออกไปต่อ
ความต้องการที่พุ่งสูงส่งผลให้ราคาพุ่งตาม Ameerh Naran ซีอีโอของ Vimana Private บริษัทนายหน้าเครื่องบินส่วนตัว บอกกับ Semafor ว่าริยาดขณะนี้คือ "ทางเลือกที่แท้จริงเพียงทางเดียว" สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากภูมิภาค โดยค่าเช่าเครื่องบินส่วนตัวจากริยาดไปยุโรปพุ่งสูงถึง 350,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว
เส้นทางอื่นถูกปิดลงทีละเส้น โอมานเคยถูกพิจารณาเป็นทางออกสำรอง แต่หลังจากมีรายงานการโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้เส้นทางนั้นหมดความเป็นไปได้ ริยาดจึงกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้มากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียได้เปรียบในขณะนี้ยังรวมถึงนโยบายวีซ่าที่ยืดหยุ่นขึ้น เปิดให้ชาติส่วนใหญ่ขอวีซ่าเมื่อถึงประเทศได้ ประกอบกับความสามารถในการรักษาน่านฟ้าให้เปิดได้จนถึงปัจจุบัน และแม้โรงเรียนบางแห่งจะปรับไปเรียนออนไลน์ และบริษัทบางแห่งแนะนำให้พนักงาน Work from Home แต่ชีวิตประจำวันในริยาดยังคงดำเนินต่อไปได้ใกล้เคียงปกติมากกว่าเมืองอื่นในอ่าวที่ถูกโจมตีโดยตรง
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย?
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับดูไบอาจไม่ใช่เรื่องใหม่หากมองในบริบทประวัติศาสตร์ภูมิภาค Reuters ย้อนให้เห็นรูปแบบที่เกิดซ้ำมาแล้วหลายครั้ง: เบรุตเคยเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของภูมิภาค จนสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1970 ทำลายภาพลักษณ์นั้นพังทลาย บาห์เรนก้าวเข้ามาเติมช่องว่าง จนดูไบขึ้นมาแทนที่และทำให้บาห์เรนกลายเป็นผู้เล่นรายเล็ก การสืบทอดทุกครั้งสร้างขึ้นบนคำสัญญาเดิม: ทางเลือกที่มั่นคงและเปิดกว้างแทนที่วิกฤตครั้งก่อน
แต่ดูไบนั้นต่างออกไปตรงที่ปฏิบัติตามคำสัญญานั้นได้สมบูรณ์แบบกว่าทุกรายที่ผ่านมา และนั่นเองคือเหตุผลที่การเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าเดิม
เสียงจากตลาด: ระหว่างความเชื่อมั่นและความหวาดกลัว
ในแวดวงการลงทุน สัญญาณที่ปรากฏออกมาหลังเหตุการณ์วันเสาร์มีทั้งที่น่าเป็นห่วงและน่าจับตา Reuters รายงานว่าบริษัทลงทุนขนาดกลางแห่งหนึ่งในดูไบเริ่มวางแผนปลดพนักงานล่วงหน้าและหยุดระดมทุน ความต้องการทองคำแท่งพุ่งขึ้น และธนาคารเอกชนระดับนานาชาติที่กำลังขยายทีมที่ปรึกษาในดูไบอาจพิจารณาทบทวนขนาดของการดำเนินงานในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม Madhur Kakkar ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Elevate Financial Services ชี้ว่าในอดีต ตลาดอย่าง UAE แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในช่วงวิกฤต รวมถึง COVID-19 โดยได้รับแรงหนุนจากการตอบสนองเชิงนโยบายที่แข็งแกร่ง และในขั้นนี้ การเคลื่อนย้ายทุนสถาบันออกจาก UAE หรือกลุ่มอ่าวอย่างเป็นระบบกว้างยังดูเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือยืดเยื้อออกไปนาน
William Jackson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่ใหญ่มาก" โดยชี้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจอ่าวถูกมองว่าปลอดภัยจากการตอบโต้ของอิหร่าน แต่การรับรู้นั้นเปลี่ยนไปแล้วหลังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด ความท้าทายก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความพยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาค
นาทีแห่งความจริงที่ยังไม่มีคำตอบ
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้คือยังไม่มีอะไรชัดเจน ยังไม่มีข้อมูลกระแสเงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นยังถูกระงับ และทุกฝ่ายกำลังรอดูว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อหรือคลี่คลายในทิศทางใด
สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วไม่มีวันกลับคืนคือมายาคติ ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา "ดูไบแตกต่าง" ไม่ใช่แค่สโลแกนการตลาด แต่เป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดนี้ประโยคนั้นต้องถูกพิสูจน์ใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางโลกที่กำลังจับตาดูอยู่
ขณะที่ริยาดเป็นเพียง "ทางหนี" ชั่วคราว สิ่งที่ทุกคนในภูมิภาคต้องการในตอนนี้ไม่ใช่สนามบินที่เปิด แต่คือคำตอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป






