
อ่านเกมตะวันออกกลาง ถอด 3 ฉากทัศน์ความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญ
จับตา 3 ปัจจัยชี้ขาดความยืดเยื้อสมรภูมิอิหร่าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ชี้ความอยู่รอดของผู้นำรุ่นใหม่และระบบการเมืองอิหร่านคือจุดเปลี่ยนสำคัญ พร้อมย้ำจุดยืนไทยที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- ทิศทางความขัดแย้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำรุ่นใหม่ของอิหร่านว่าจะเลือกแนวทางเผชิญหน้าหรือเจรจา หลังเกิดสุญญากาศทางการเมือง
- สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจยืดเยื้อจากการที่อิหร่านมีระบบรากฐานภายในที่แข็งแกร่ง และการแทรกแซงจากมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน
- ไทยจะได้รับผลกระทบทั้งระยะสั้นและยาว โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของคนไทย จึงต้องวางตัวเป็นกลางและเตรียมมาตรการรับมือ
วันที่ 2 มีนาคม 2569 ในห้วงเวลาที่ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านโดยอ้างความชอบธรรมภายใต้แนวคิด “โจมตีก่อนเพื่อป้องกันภัยคุกคาม” โลกกำลังจับจ้องด้วยความกังวลว่าชนวนนี้จะนำไปสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ขยายวงกว้างหรือไม่
เพื่อถอดรหัสความซับซ้อนของสถานการณ์ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้มุมมองต่อ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงฉากทัศน์ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องของอาวุธ แต่เป็นเรื่องของระบบอำนาจและการเอาตัวรอดในระดับมหภาค
อิหร่านกับช่วงเปลี่ยนผ่านยืดเยื้อหรือจบลง
คำถามสำคัญคือ ความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ผู้นำรุ่นใหม่ของอิหร่านที่มาจากกลุ่มของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด ถูกสังหาร
ซึ่งเกิดภาวะสูญญากาศ คณะรัฐมนตรีและฝ่ายความมั่นคงเดิมเสียชีวิตไปแทบทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามว่าผู้นำชุดใหม่จะเลือกทางเดินไหน ระหว่างเผชิญหน้าหรือเจรจา
หากพิจารณานิยามของผู้นำชุดใหม่ รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่าท่าทีที่ผ่านมาไม่ใช่กลุ่มที่อ่อนน้อมหรือหัวสมัยใหม่แบบสุดโต่ง แต่ก็อาจไม่ใช่กลุ่มที่รุนแรงจนคุมไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม อิหร่านเปลี่ยนผ่านรัฐอิสลามมาเพียง 2 ครั้ง สิ่งที่ต้องจับตาคือปฏิบัติการระลอกนี้ หากผู้นำรุ่นใหม่รอดจากการโจมตี นั่นหมายถึงการเอาชีวิตรอด สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไป
เมื่อถามถึงความได้เปรียบทางทหาร รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ระบบป้องกันภัยของอิหร่านเหลืออยู่น้อย การโจมตีจากสหรัฐฯ จึงทำได้ไม่ยาก แต่ความซับซ้อนอยู่ที่ใครจะเป็นคนตั้งรัฐบาลหากรัฐบาลรักษาการล้มลง ประชาชนเริ่มลุกฮือ ปัญหาก็จะยิ่งเพิ่ทขึ้น
สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ “ระบบรากฐาน”
รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1979 อิหร่านได้สร้างระบบไว้ลึกมาก ทั้งกองทัพพิทักษ์อิสลาม ระบบราชการ และศาสนจักร ฯลฯ ซึ่ง ระบบเหล่านี้มีความสามารถในการปรับตัวและตอบโต้ได้ทันที พิจารณาจากเหตุการณ์ที่ผู้นำสูงสุดถูกสังหาร อิหร่านก็สามารถเปิดปฎิบัติการตอบโต้ได้ทันที
ทั้งนี้ความยืดเยื้อจึงขึ้นอยู่กับทั้งปฏิบัติการทางทหาร การเคลื่อนไหวของประชาชน และความคืบหน้าในการเจรจา รวมถึงการแทรกแซงจากมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน
กฎหมายระหว่างประเทศไร้ผล
ประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ การจ้องล้มรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า แม้จะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน แต่ในความเป็นจริง กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงเมื่อเผชิญกับประเทศมหาอำนาจ สหประชาชาติก็ไม่สามารถยับยั้งสิ่งนี้ได้ การกระทำที่ผิดกฎหมายในบริบทนี้จึงไม่มีข้อยุติที่ง่ายนัก
ผลกระทบถึงไทย พลังงาน ท่องเที่ยว และความปลอดภัย
เมื่อมองมาที่ผลกระทบ รศ.ดร.ปณิธานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะสั้น ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าส่งออกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง เส้นทางการเดินทางถูกตัดขาด มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ไม่น้อย สำหรับคนไทยในอิสราเอล ที่อาจจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก็อาจจะกระทบกับงาน รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่รุนแรงขึ้น
ระยะยาวถ้ากลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค ซึ่งในชั้นนี้กำลังรอดู ก็ต้องมีการควบคุม ส่งออกนำเข้า
จุดยืนของไทย สมดุลการไม่เลือกข้าง
สำหรับจุดยืนของประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธานย้ำว่า ไทยยังคงยึดหลักการเป็นกลางเพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นพันธมิตร เเม้ในเวทีโลกจะมีตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่พยายามเสนอตัวเข้าไปเจรจาก็ตาม
ไม่เลือกข้าง แต่เน้นหาพื้นที่พันธมิตร อย่างสหรัฐฯ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยหากสถานการณ์อิหร่านสงบลง เราอาจเจอโอกาสในการยกระดับความสัมพันธ์และความช่วยเหลือ แต่ในภาวะที่ไม่แน่นอน เราต้องระมัดระวังผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ไทย ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยของสถานทูต หรือโรงพยาบาลของทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในไทย






