

KEY
POINTS
ตลาดหุ้นสหรัฐเปิดฉากสัปดาห์การซื้อขายที่สั้นลงด้วยแรงกดดันอย่างหนัก หลังปิดทำการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องในวันประธานาธิบดี โดยดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลดลงกว่า 0.3% ขณะที่ Nasdaq 100 ร่วงแรง 0.8% และ S&P 500 ปรับลง 0.5% ท่ามกลางความกังวลที่แพร่กระจายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ
AI Scare Trade พ่นพิษเขย่าหลายเซกเตอร์
ปรากฏการณ์ "AI scare trade" หรือการซื้อขายด้วยความกลัวผลกระทบจาก AI เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนในวงกว้าง ไม่เพียงเฉพาะหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังลามไปถึงกลุ่มโลจิสติกส์และการเงิน โดยหุ้น ซี.เอช. โรบินสัน (C.H. Robinson) ร่วงหนัก 11% หลังมีการเปิดตัวเครื่องมือ AI ที่ช่วยขยายงานขนส่งได้โดยไม่ต้องเพิ่มพนักงาน
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มบริหารความมั่งคั่งอย่าง ชาร์ลส์ ชวาบ (Charles Schwab) และ เรย์มอนด์ เจมส์ (Raymond James) ปรับตัวลดลง 10% และ 8% ตามลำดับ หลังจากมีความกังวลว่าระบบอัตโนมัติจะเข้ามาลดบทบาทที่ปรึกษาการลงทุนและกระทบต่อโครงสร้างค่าธรรมเนียมในอนาคต
จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญ
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างมุ่งเป้าไปที่การประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์ เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อ รวมถึงรายงานการประชุมเฟดในวันพุธ
ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังจับตามองประเด็นความโปร่งใสของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ผู้ที่ประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" เสนอชื่อให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการเซ็น "พันธสัญญาความจงรักภักดี" ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ
นโยบายภาษีหนุนหุ้นพลังงาน–อุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มเทคโนโลยีจะเผชิญมรสุม แต่หุ้นในกลุ่มพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากกฎหมาย Big Beautiful Bill Act ที่เน้นการลดภาษีนิติบุคคลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนักวิเคราะห์จากหลายสถาบันมองว่า แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้นจากกระแส AI แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีปัจจัยหนุนที่ช่วยประคองตลาดไว้ได้
ที่มา Yahoo Finance