สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค. ตามเวลาสหรัฐ) มีเที่ยวบินถูกยกเลิกแล้วกว่า 4,000 เที่ยว และมีการยกเลิกเพิ่มเติมล่วงหน้าสำหรับวันอาทิตย์มากกว่า 9,400 เที่ยว จากผลกระทบของพายุฤดูหนาวลูกใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวปกคลุมพื้นที่สองในสามของประเทศ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐ (NWS) เตือนว่า พายุลูกนี้จะนำหิมะ ฝนน้ำแข็ง และลมหนาวรุนแรงผิดปกติเข้าสู่หลายรัฐ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดน้ำแข็งสะสมในระดับ “กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรงถึงขั้นวิกฤต”
ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่า สายการบินหลักของสหรัฐเริ่มทยอยยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ข้อมูลจาก PowerOutage.com ระบุว่า ณ เวลาประมาณ 22.17 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ มีผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 160,000 รายไม่สามารถใช้ไฟได้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐลุยเซียนาและเท็กซัส
กระทรวงพลังงานสหรัฐได้ออกคำสั่งฉุกเฉิน อนุญาตให้หน่วยงานกำกับระบบไฟฟ้าในเท็กซัส (ERCOT) ใช้แหล่งผลิตไฟฟ้าสำรอง โดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูลและสถานที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง
ด้านผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้า เช่น Dominion Energy ซึ่งดูแลพื้นที่รัฐเวอร์จิเนียและเป็นที่ตั้งของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ระบุว่า หากพยากรณ์น้ำแข็งเป็นไปตามคาด เหตุการณ์นี้อาจเป็นหนึ่งในพายุฤดูหนาวที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดต่อระบบไฟฟ้าในประวัติการณ์ของบริษัท
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินระดับรัฐบาลกลางแล้วอย่างน้อย 12 รัฐ ได้แก่ เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย เทนเนสซี จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา แมริแลนด์ อาร์คันซอ เคนทักกี ลุยเซียนา มิสซิสซิปปี อินเดียนา และเวสต์เวอร์จิเนีย
ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า ปัจจุบันมีอย่างน้อย 17 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศ
คริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงฯ ระบุว่า หน่วยงานสาธารณูปโภคได้ระดมทีมซ่อมบำรุงลงพื้นที่เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า พร้อมขอให้ประชาชนเตรียมอาหาร เชื้อเพลิง และหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของสหรัฐอาจลดต่ำทำสถิติใหม่ในต้นสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะเขต Great Plains ซึ่งจะเผชิญลมหนาวรุนแรงและค่าความหนาวเย็น (wind chill) ในระดับอันตราย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและคมนาคมของสหรัฐ เมื่อเผชิญภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งมีแนวโน้มถี่และรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว