KEY
POINTS
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่นที่เคยถูกครอบงำโดยบุรุษมาอย่างยาวนาน การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หรือ 3 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ "เพดานแก้ว" ที่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากกุมบังเหียนผู้นำประเทศ ทาคาอิจิได้ตัดสินใจเดินหมากที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็น "การคำนวณที่กล้าหาญ" เพื่อรักษาอำนาจในระยะยาว ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่กัดเซาะพรรครัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาคาอิจิได้แถลงข่าวประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 มกราคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
โดยเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า "ดิฉันขอวางอนาคตในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้กับการเลือกตั้งครั้งนี้" และย้ำว่าต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าเธอควรได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่
หัวใจสำคัญที่ทาคาอิจิใช้เป็นอาวุธในการหาเสียงครั้งนี้ คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเป้าไปที่ปากท้องของประชาชน เธอประกาศนโยบายระงับการเก็บภาษีบริโภค (Consumption Tax) 8% สำหรับอาหารเป็นเวลา 2 ปี
พร้อมให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณภาครัฐเพื่อสร้างงานและกระตุ้นการใช้จ่ายในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม นโยบาย "ใจถึง" นี้แลกมาด้วยความกังวลของตลาดทุน ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่าการลดภาษีดังกล่าวอาจทำให้รายได้รัฐหายไปถึง 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 27 ปีทันทีหลังจากมีการประกาศ
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทาคาอิจิต้องตอบคำถามต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ความน่าสนใจของการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่ "ช่องว่าง" ของคะแนนนิยม ทาคาอิจิได้รับเสียงชื่นชมในฐานะผู้หญิงที่สร้างตัวขึ้นมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานด้วยความมานะอุตสาหะ ทำให้คะแนนนิยมส่วนตัวของเธอพุ่งสูงถึง 62% - 78% ตามผลสำรวจของสื่อหลักอย่าง NHK และ Nikkei
ในทางกลับกัน พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของเธอกลับได้รับความนิยมเพียง 29.7% เท่านั้น
สาเหตุสำคัญมาจากบาดแผลลึกในใจประชาชนจากคดีลอบสังหารอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ในปี 2565 ที่เปิดโปงความสัมพันธ์อันอื้อฉาวระหว่างนักการเมืองพรรค LDP กับ "โบสถ์แห่งความสามัคคี" (Unification Church) จนนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีหลายคนในเวลาต่อมา
ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงแค่การรักษาเก้าอี้ แต่คือการสร้างฐานอำนาจที่มั่นคงในวันที่พรรครัฐบาลเดิมครองเสียงข้างมากเกินมาเพียง "1 ที่นั่ง" เท่านั้น
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ประกาศจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรใหม่ชื่อ "Centrist Reform Alliance" โดยดึงพรรค Komeito ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับ LDP มายาวนานถึง 26 ปี เข้าไปร่วมด้วย
นอกจากศึกภายใน ทาคาอิจิยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการต่างประเทศ ทั้งความตึงเครียดกับจีนในประเด็นไต้หวันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และแผนการพบปะกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมีนาคม
การได้รับ "อาณัติ" ที่แข็งแกร่งจากการเลือกตั้งกุมภาพันธ์นี้ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเธอจะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด
วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่วันเข้าคูหา แต่คือวันตัดสินว่าชาวญี่ปุ่นจะเลือกเดินไปกับผู้นำหญิงผู้เด็ดเดี่ยวคนนี้ หรือจะเลือกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในวันที่โครงสร้างการเมืองแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอน