สหรัฐฯ เตรียมถอนตัวจาก UN-องค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง ขัดผลประโยชน์ชาติ

08 ม.ค. 2569 | 04:52 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 05:02 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมถอนตัวจาก องค์กรสหประชาชาติ 31 แห่ง และ องค์กรระหว่างประเทศอีก 35 แห่ง รวม 66 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นองค์กรและสนธิสัญญาที่ ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

KEY

POINTS

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรของ UN และองค์กรระหว่างประเทศรวม 66 แห่ง
  • การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังการตรวจสอบและพบว่าองค์กรเหล่านี้ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การยุติการเข้าร่วมและตัดเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด
  • รายชื่อองค์กรที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหน่วยงานสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สันติภาพ และประชาธิปไตย เช่น UNFCCC, IPCC และ UNFPA

สํานักข่าวอัลจาซีรารายงาน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการถอนสหรัฐออกจาก 66 องค์กรสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเวทีสำคัญในการร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สันติภาพ และประชาธิปไตย

ในบันทึกประธานาธิบดีที่ทำเผยแพร่โดยทำเนียบขาวเมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม) ทรัมป์กล่าวว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังการตรวจสอบว่า “องค์กร สนธิสัญญา และอนุสัญญาใดขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ”

ทรัมป์ระบุเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้สหรัฐยุติการเข้าร่วมและตัดเงินทุนสนับสนุนทั้งหมดต่อองค์กรที่ได้รับผลกระทบ

รายชื่อที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ระบุว่า มีองค์กรนอกสหประชาชาติ 35 แห่ง ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) สถาบันระหว่างประเทศด้านประชาธิปไตยและความช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง และสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ

แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุ IPCC ในรายชื่อองค์กรนอกสหประชาชาติ แต่จริง ๆ แล้ว IPCC เป็นองค์กรของสหประชาชาติที่รวมเหล่านักวิทยาศาสตร์ชั้นนำเพื่อประเมินหลักฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจัดทำรายงานประเมินทางวิทยาศาสตร์เป็นระยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำทางการเมือง

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวระบุว่าสหรัฐจะถอนตัวจากหน่วยงานสหประชาชาติ 31 แห่ง รวมถึงองค์กรหลักด้านสนธิสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) กองทุนประชาธิปไตยแห่งสหประชาชาติ และหน่วยงานสหประชาชาติด้านสุขภาพแม่และเด็กชั้นนำ (UNFPA)

หน่วยงานสหประชาชาติหลายแห่งที่ถูกกำหนดเป้าหมายยังมุ่งเน้นการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงจากความรุนแรงในช่วงสงคราม รวมถึงสำนักงานผู้แทนพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติด้านเด็กในความขัดแย้งทางอาวุธ

ในการส่งข้อความถึงผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกสหประชาชาติ ระบุว่าสหประชาชาติตั้งใจที่จะตอบสนองต่อประกาศนี้ภายในเช้าวันพฤหัสบดี (8 มกราคม) แม้ว่าทรัมป์จะประกาศต่อสาธารณะว่าต้องการให้สหรัฐมีส่วนร่วมในเวทีสหประชาชาติน้อยลง แต่ก็ไม่ลังเลที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทรัมป์ขู่จะคว่ำบาตรนักการทูตที่รับรองการเรียกเก็บภาษีเชื้อเพลิงเรือที่ก่อมลพิษ ซึ่งได้มีการตกลงไว้แล้วก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ข้อตกลงดังกล่าวล่มไปเป็นเวลา 12 เดือน

รัฐบาลทรัมป์ยังคว่ำบาตร แฟรนเซสกา อัลบาเนเซ ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติ หลังเธอเผยแพร่รายงานที่บันทึกบทบาทของบริษัทระหว่างประเทศและสหรัฐฯ ในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลต่อกาซา

ปี 2560 ทรัมป์ยังขู่จะตัดความช่วยเหลือจากประเทศที่ลงคะแนนสนับสนุนร่างมติสหประชาชาติประณามการตัดสินใจของสหรัฐในการรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหรัฐฯ ยังถืออำนาจสำคัญในสหประชาชาติในฐานะหนึ่งในห้าประเทศที่มีสิทธิยับยั้งมติที่ไม่ชอบ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้ซ้ำ ๆ เพื่อสกัดความพยายามยุติสงครามอิสราเอล-กาซาก่อนจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงปลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามตั้งแต่เริ่มวาระสองในเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ข้อตกลงปารีสด้านสภาพภูมิอากาศ และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติแล้ว

ทรัมป์ยังเคยถอนตัวจากสามองค์กรนี้ในช่วงบริหารงานวาระแรก แต่การถอนตัวทั้งหมดภายหลังถูกย้อนกลับโดยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

การถอนตัวของสหรัฐจากองค์การอนามัยโลกจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปีหลังจากที่ทำเนียบขาวออกคำสั่ง ระหว่างปี 2568-2569 สหรัฐสนับสนุนเงิน 261 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อองค์การอนามัยโลก คิดเป็นประมาณ 18% ของงบประมาณที่องค์การได้รับเพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นสุขภาพสำคัญหลายด้าน รวมถึงวัณโรคและการระบาดใหญ่ เช่น COVID-19

รัฐบาลทรัมป์ยังคงสั่งห้ามเงินทุนสหรัฐต่อหน่วยงานสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ (UNRWA) ซึ่งเริ่มต้นภายใต้การบริหารของไบเดน