ศาลสูงสหรัฐฯ ตั้งคำถาม ‘ทรัมป์’ ใช้อำนาจเก็บภาษีทั่วโลก ‘ถูกกฎหมาย’ หรือไม่

06 พ.ย. 2568 | 06:59 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 2568 | 06:59 น.

ศาลฎีกาสหรัฐตั้งข้อสงสัยใหญ่ “ทรัมป์มีสิทธิ์หรือไม่” ในการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินปี 1977 เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก คดีประวัติศาสตร์ที่เดิมพันด้วยอำนาจประธานาธิบดีและอนาคตเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกาสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทั่วโลก
  • ผู้พิพากษาทั้งสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการก้าวล่วงอำนาจของสภาคองเกรสในการเก็บภาษี และอาจทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ
  • มีการหยิบยก "หลักคำถามใหญ่" ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งระบุว่านโยบายที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาลต้องได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส

ภาษีทรัมป์ กำลังเป็นประเด็นในศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามมากมายจากทั้งผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยม เกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของคำสั่งเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อ้างอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินปี 1977 หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามระดับชาติ แต่ทรัมป์กลับหยิบมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

การพิจารณาคดีที่ยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงเต็มไปด้วยคำถามเชิงลึก โดยเฉพาะจาก จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าผู้พิพากษาที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “ภาษีเป็นการเก็บภายในประเทศ และเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรส” แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลว่าการตีความของฝ่ายบริหารอาจละเมิดขอบเขตอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างรุนแรง

โรเบิร์ตส์ยังได้เสนอให้ใช้ “หลักคำถามใหญ่” (Major Questions Doctrine) ซึ่งศาลเคยใช้เพื่อพิจารณานโยบายสำคัญของรัฐบาลไบเดน โดยยืนยันว่าการใช้พลังบริหารในเรื่องที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงนั้น ต้องได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส ไม่ใช่การตีความที่ฝ่ายบริหารขยายออกไปเอง

จากฝั่งผู้พิพากษา เอมี โคนีย์ แบร์เร็ตต์ ได้ถามตัวแทนจากรัฐบาลว่า “มีกรณีใดในประวัติศาสตร์หรือในกฎหมายที่ระบุชัดว่าการควบคุมการนำเข้าเท่ากับการมีสิทธิในการเก็บภาษีหรือไม่?” ในขณะที่ เคตันจี บราวน์ แจ็กสัน จากฝ่ายเสรีนิยมได้ย้ำว่าเจตนารมณ์ของ IEEPA คือ “การจำกัดอำนาจของประธานาธิบดี ไม่ใช่การขยายออกไป”

คดีนี้ถือเป็นการทดสอบที่สำคัญสำหรับศาลฎีกาที่มีเสียงส่วนใหญ่ 6 ต่อ 3 ในทางอนุรักษ์นิยม ว่าจะยอมรับขอบเขตอำนาจของผู้นำฝ่ายบริหารมากเพียงใด โดยก่อนหน้านี้ ศาลได้สนับสนุนทรัมป์ในหลายกรณี เช่น การแบนคนข้ามเพศในกองทัพและการปลดเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลกลาง

ทรัมป์อ้าง IEEPA เพื่อเก็บภาษีสินค้าจากเกือบทุกประเทศคู่ค้า โดยให้เหตุผลว่าการ “ขาดดุลการค้า” เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และภาษีคือเครื่องมือในการปกป้องเศรษฐกิจของอเมริกา รวมถึงใช้ในการต่อรองข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายนี้เพื่อเก็บภาษีถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กลุ่มที่ท้าทายคำสั่งนี้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและ 12 รัฐที่ส่วนใหญ่มีผู้ว่าการจากพรรคเดโมแครต ซึ่งชี้ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตและการเก็บภาษีเช่นนี้ถือเป็น “การขึ้นภาษีชาวอเมริกัน” โดยภาระจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคในประเทศ

ฝั่งรัฐบาลได้ตอบโต้โดย ดี. จอห์น เซาเออร์ ทนายความของรัฐบาล ซึ่งชี้ว่าทรัมป์มีสิทธิ์ในการจัดการเรื่องต่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนั้น นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าหากศาลมีคำตัดสินยกเลิกภาษีเหล่านี้ “สหรัฐฯ อาจเสี่ยงถูกประเทศคู่ค้าตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง และสูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลก”

เบร็ตต์ คาวานอห์ ผู้พิพากษาอนุรักษ์นิยมอีกคน ดูเหมือนจะแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจฝั่งรัฐบาล โดยยกตัวอย่างกรณีประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันที่เคยใช้กฎหมายในลักษณะคล้ายกันเพื่อเก็บภาษีทั่วโลกในทศวรรษ 1970 ซึ่งสะท้อนว่าการตีความของทรัมป์อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นีล กอร์ซัช ผู้พิพากษาอนุรักษ์นิยมอีกคน ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอันตรายจากการให้อำนาจประธานาธิบดีมากเกินไป อาจ “ทำลายหลักการแยกอำนาจ” ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยถามว่า “อะไรจะหยุดไม่ให้สภาคองเกรสมอบสิทธิ์ทั้งหมดในการควบคุมการค้าต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการประกาศสงคราม ให้ประธานาธิบดีเพียงคนเดียว?”

แม้ว่าศาลฎีกามักใช้เวลาหลายเดือนก่อนที่จะออกคำวินิจฉัย แต่ฝ่ายรัฐบาลของทรัมป์กลับเร่งให้ศาลตัดสินโดยเร็ว เนื่องจากคดีนี้มีผลกระทบต่อรายได้ระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” ที่คาดว่าจะเข้าสหรัฐฯ จากการจัดเก็บภาษีในทศวรรษหน้า โดยข้อมูลจากหน่วยศุลกากรระบุว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายนที่ผ่านมา ภาษีที่เรียกเก็บได้จากมาตรการนี้มีมูลค่าเกินกว่า 89,000 ล้านดอลลาร์

หากศาลตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งนำโดย สก็อต เบสเซนต์ ได้ระบุว่าจะหาช่องทางกฎหมายอื่นในการคงอัตราภาษีเหล่านี้ต่อไป พร้อมยืนยันหลังการพิจารณาคดีว่า “ผมมองบวกมากกับผลลัพธ์”