thansettakij
thansettakij
18 ก.ย. ‘วันค่าจ้างเท่าเทียมสากล’ เตือนโลกช่องว่างค่าจ้างยังไม่หมดไป

18 ก.ย. ‘วันค่าจ้างเท่าเทียมสากล’ เตือนโลกช่องว่างค่าจ้างยังไม่หมดไป

17 ก.ย. 68 | 22:55 น.

18 กันยายน 'วันค่าจ้างเท่าเทียมสากล' (International Equal Pay Day) วันที่ชวนให้สังคมทบทวนว่าผู้หญิงยังได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ชายถึงราว 1 ใน 5

KEY

POINTS

  • วันที่ 18 กันยายนของทุกปีคือ ‘วันค่าจ้างเท่าเทียมสากล’ เพื่อรณรงค์หลักการ “ค่าจ้างเท่ากันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน” และกระตุ้นให้ทั่วโลกปิดช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ
  • แม้หลายประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครอง แต่ช่องว่างค่าจ้างยังคงเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก โดยมีสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น การที่ผู้หญิงกระจุกตัวในงานค่าตอบแทนต่ำ และภาระงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง
  • การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลค่าจ้าง การประเมินคุณค่างานอย่างเป็นธรรม และการสนับสนุนการแบ่งเบาภาระงานดูแลในครอบครัว

วันค่าจ้างเท่าเทียมสากล (International Equal Pay Day) ถูกกำหนดให้ตรงกับวันที่ 18 กันยายนของทุกปีเพื่อสะท้อนและกระตุ้นการเคลื่อนไหวเพื่อลดช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ และย้ำหลักการ “ค่าจ้างเท่ากันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติเกื้อกูลมานานแล้ว วันที่นี้ได้รับการผลักดันในเวทีระหว่างประเทศโดยพันธมิตรหลายหน่วยงานทั้ง ILO, UN Women และเครือข่าย Equal Pay International Coalition (EPIC) เพื่อให้เรื่องค่าจ้างเป็นวาระเร่งด่วนทั้งในระดับรัฐบาล นายจ้าง และสังคม

การยกให้วันที่ 18 กันยายนเป็นวันสังเกตการณ์สากลเริ่มขึ้นจากความพยายามร่วมกันของรัฐสมาชิกและองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนว่าแม้หลายประเทศมีกฎหมายคุ้มครองการไม่เลือกปฏิบัติด้านค่าจ้าง แต่ช่องว่างเพศด้านค่าตอบแทนยังแพร่หลายอยู่และเกิดขึ้นจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การจัดวางอาชีพที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในงานค่าตอบแทนต่ำ การแบกรับภาระงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่งที่ไม่เท่าเทียม รวมถึงการขาดความโปร่งใสด้านค่าจ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การคำนวณช่องว่างค่าจ้างต้องมองทั้งมิติตรงและมิติที่มีรากลึกทางสังคมเศรษฐกิจ

ตัวเลขเชิงสากลที่มักถูกยกมาเมื่อพูดถึงวันนี้ ชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมที่ยังมีอยู่ องค์การสหประชาชาติและหน่วยงานพันธมิตรประเมินว่าผู้หญิงยังคงได้รับค่าจ้างเฉลี่ยน้อยกว่าผู้ชายหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในหลายภูมิภาคของโลก ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศและกลุ่มแรงงานระหว่างประเทศเตือนว่า หากใช้ความคืบหน้าในปัจจุบันเป็นมาตรวัด อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนกว่าจะปิดช่องว่างนี้ได้ ผลการวิเคราะห์และคำเตือนเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่หนักแน่นกว่านี้ยังจำเป็น

แล้วทำไมเรื่องค่าจ้างเท่าเทียมจึงสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม? คำตอบสั้นๆ คือ เรื่องค่าจ้างไม่ใช่แค่ประเด็นความยุติธรรมส่วนบุคคล แต่ยังผูกโยงกับความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากร การออม สวัสดิการ และโอกาสในชีวิตของผู้หญิงและครอบครัว เมื่อผู้หญิงได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่า โอกาสทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะถูกจำกัดไปด้วย นอกจากนี้ความไม่เท่าเทียมด้านค่าจ้างยังตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในโอกาสทางการศึกษา สุขภาพ และอำนาจต่อรองในบ้านและที่ทำงาน ปัญหาเหล่านี้ย่อมย้อนกลับมาทำลายศักยภาพการเติบโตและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของชาติ

ในเชิงทางออก เวทีระหว่างประเทศและองค์กรพัฒนาได้เสนอชุดมาตรการที่เป็นรูปธรรม เช่น การบังคับใช้กฎหมายค่าจ้างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ การส่งเสริมความโปร่งใสของข้อมูลค่าจ้าง (pay transparency) ที่ทำให้พนักงานและผู้สมัครงานเปรียบเทียบข้อมูลได้ การประเมินมูลค่างาน (job evaluation) เพื่อลดอคติเมื่อต้องเทียบคุณค่าของงานต่างประเภท รวมถึงนโยบายที่สนับสนุนการกระจายภาระงานดูแล เช่น การลาคลอดที่เท่าเทียมและการเข้าถึงบริการดูแลเด็กที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การมีตัวชี้วัดและรายงานประจำปีโดยนายจ้างที่แสดงช่องว่างค่าจ้างตามเพศและมาตรการแก้ไข จะเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงมากขึ้น

แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดเพียงจากคำสั่งหรือมาตรการฝั่งอำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว ภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และสังคมพลเมืองต้องมีบทบาทร่วมกัน การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเจรจาต่อรองของแรงงาน และการทำให้ข้อมูลค่าจ้างเปิดเผยสำหรับการตรวจสอบ จะช่วยลดช่องว่างเชิงโครงสร้างได้เร็วยิ่งขึ้น ในวันที่ 18 กันยายนนี้ เวทีระหว่างประเทศยังคงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน “ลงมือตามนโยบาย” ไม่ใช่เพียงแค่ประกาศเจตนารมณ์เท่านั้น