
ย้อนรอยประวัติ “อุยกูร์” ชาติพันธุ์ในซินเจียง สู่ปมสิทธิมนุษยชนโลก
“ชาวอุยกูร์ (Uyghur)” คือใคร อยู่ที่ไหน? มาทำความรู้จัก ประวัติหนึ่งในชาติพันธุ์เขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศจีน ที่ถูกกดดัน และเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนบนเวทีโลกทุกครั้งเมื่อมีข่าว
อุยกูร์ (Uyghur) คือใคร? เป็นคำถามที่ต้องปูพื้น ก่อนที่จะขยายความพาไปรู้จักชาวอุยกูร์มากขึ้น
“อุยกูร์” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมเชื้อสายเติร์ก (ตุรกี) ที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ในแถบเอเชียกลาง ปัจจุบันพวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
โดยชาวอุยกูร์มีประชากรในจีนประมาณ 12 ล้านคน อ้างอิงตามสถิติของทางการจีน และทั่วโลกมีประมาณ 15-20 ล้านคนทั่วโลก
ชาวอุยกูร์มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งมีความใกล้เคียงกับประชากรในคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และคีร์กีซสถาน มากกว่ากับชาวฮั่นที่เป็นประชากรหลักของจีน
ประวัติศาสตร์และความขัดแย้งของชาวอุยกูร์
ชาวอุยกูร์มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการตั้งถิ่นฐานในแถบซินเจียง ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญของเส้นทางสายไหม
อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 20 จีนได้เข้ามาควบคุมภูมิภาคนี้และรวมเข้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1949 ทว่าตั้งแต่นั้นมา มีการประท้วงและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลจีนกับชาวอุยกูร์อยู่บ่อยครั้ง
รัฐบาลจีนมีนโยบายควบคุมชาวอุยกูร์อย่างเข้มงวด โดยอ้างว่าเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน
มีรายงานว่าตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา จีนได้สร้าง "ศูนย์ฝึกอบรม" หรือที่นักสิทธิมนุษยชนเรียกว่า "ค่ายกักกัน" ซึ่งบางรายงานระบุว่าอาจมีชาวอุยกูร์ถูกควบคุมตัวมากถึง 1-2 ล้านคน โดยมีข้อกล่าวหาว่าในค่ายเหล่านี้มีการละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง
อาทิเช่น การบังคับใช้แรงงาน การลบล้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการบังคับให้เปลี่ยนศาสนา มีการพยายามลดบทบาทของภาษาอุยกูร์ในระบบการศึกษาและส่งเสริมให้ใช้ภาษาจีนกลางแทน ซึ่งจีนอ้างว่านโยบายในซินเจียงเป็นไปเพื่อ “ต่อต้านการก่อการร้าย” และ “ป้องกันแนวคิดสุดโต่ง”
ตัวอย่างสถานการณ์ของอุยกูร์ในต่างประเทศ
- ตุรกี – มีชุมชนอุยกูร์ขนาดใหญ่ และรัฐบาลตุรกีเคยแสดงความกังวลต่อการละเมิดสิทธิของอุยกูร์ในจีน แต่ในช่วงหลัง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างตุรกีกับจีนส่งผลให้ท่าทีของรัฐบาลตุรกีต่อปัญหานี้ลดลง
- สหรัฐฯ และยุโรป – หลายประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา ออกมาตรการคว่ำบาตรจีน และประณามการละเมิดสิทธิของอุยกูร์ โดยบางประเทศระบุว่าการกระทำของจีนเข้าข่าย “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (Genocide)
- คาซัคสถานและเอเชียกลาง – มีชาวอุยกูร์อพยพมาที่นี่จำนวนมาก บางคนได้รับสถานะผู้ลี้ภัย แต่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ทำให้บางครั้งมีการส่งตัวอุยกูร์กลับจีน
Timeline ประเด็นอุยกูร์ในไทยและต่างประเทศ
2009
- การจลาจลในเมืองอูหลู่มู่ฉี (Urumqi) ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการควบคุมเข้มงวดของจีนต่ออุยกูร์
2014
- มีการพบชาวอุยกูร์กลุ่มใหญ่กว่า 200 คน ในสวนยางพารา จังหวัดสงขลา ขณะพยายามหลบหนีเข้าไทยเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก โดยภายหลังถูกควบคุมตัวเพื่อตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย
2014 - 2015
- ไทยจับกุมชาวอุยกูร์กว่า 200 คน ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และในปี 2015 ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 100 คน กลับไปจีน ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากตุรกีและองค์กรสิทธิมนุษยชน
2017
- มีรายงานว่าจีนเริ่มสร้าง "ค่ายกักกัน" ในซินเจียง และควบคุมตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากโดยอ้างว่าเป็น "ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพ"
2018
- มาเลเซียส่งตัวชาวอุยกูร์ 11 คน ไปยังตุรกีแทนที่จะเป็นจีน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากองค์กรสิทธิมนุษยชน
2019
- องค์การสหประชาชาติเริ่มการสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง
2020
- สหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย "Uyghur Human Rights Policy Act" และเริ่มคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของชาวอุยกูร์
2021
- สหภาพยุโรป (EU) ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อจีนและจำกัดการนำเข้าสินค้าจากซินเจียงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ
2022
- สหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานระบุว่าการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ของจีนอาจเข้าข่าย "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"
2023
- มีรายงานว่าชาวอุยกูร์อย่างน้อย 50 คน ยังคงถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันของไทย และถูกปฏิเสธไม่ให้ลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม
2025
- วันที่ 27ก.พ.68 ทางการไทยส่งตัวอุยกูร์ 40 คน ให้ทางการจีน
สรุป
ชาวอุยกูร์เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เผชิญกับการกดดันจากรัฐบาลจีน และกำลังกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ มีนโยบายที่แตกต่างกันไป บางประเทศให้ที่ลี้ภัย บางประเทศส่งตัวกลับจีนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ประเด็นนี้ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดของโลกยุคปัจจุบัน การตอบสนองจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศมหาอำนาจสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับจีน ซึ่งทำให้ประเด็นอุยกูร์เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีความสำคัญในเวทีโลก
ภาพลิขสิทธิ์ : Reuters






