“มาริษ” แถลงนโยบายต่างประเทศ ฟื้นเชื่อมั่น เชื่อมสัมพันธ์ ดันไทยในเวทีโลก

14 มิ.ย. 2567 | 23:57 น.

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ จัดงาน Meet the Press#1 พบปะสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง แถลงนโยบายการต่างประเทศ เน้นฟื้นฟูภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น ดึงต่างชาติมาร่วมค้า-ร่วมลงทุน เชื่อมสัมพันธ์กับมิตรประเทศ พร้อมผลักดันบทบาทของไทยในเวทีโลก

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในงาน "Meet the Press#1" ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานพบปะกับสื่อมวลชนหลายสำนักทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2567

ภายในงานนายมาริษได้แถลงภาพรวม นโยบายการต่างประเทศ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมีหลายเรื่องด้วยกัน ภายใต้หัวข้อ "Ignite Thailand, Re-ignite Thai Diplomacy ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้วยการทูตมืออาชีพ" นั้น กระทรวงการต่างประเทศมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการทูตไทยดังนี้

เรื่องแรก คือการฟื้นฟูภาพลักษณ์ เรียกร้องความเชื่อมั่นของต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไทยสูญเสียโอกาส เสียเวลา และศักยภาพที่แท้จริงในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า สูญเสียบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มบทบาทสถานะของประเทศไทยทั้งในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก นำความสนใจของประชาคมโลกกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง โดยการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมทั้งการท่องเที่ยว เน้นการเปิดตลาดและพร้อมที่จะจับมือกับมิตรประเทศเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในงาน "Meet the Press#1" 14 มิ.ย.2567

นายมาริษกล่าวว่า รัฐบาลเน้นนโยบายการต่างประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างรายได้และความอยู่ดีกินดี ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน นโยบายสาธารณะและนโยบายการต่างประเทศต้องสอดคล้องและดำเนินไปด้วยกัน ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งสองฝ่าย คือประชาชนของไทยเองและของประเทศที่เราสัมพันธ์ด้วย เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น

และเนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นอย่างมาก การค้าซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 70% ของจีดีพี ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการลงทุนที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ต้องพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าภายในประเทศ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน รวมทั้งการศึกษาเพื่อรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันการพัฒนา     

ดังนั้น บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ และทีมไทยแลนด์ เพื่อทำให้นโยบายการต่างประเทศมีผลสัมฤทธิ์สูงสุด ทั้งนี้ หน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งสถานทูตและกงสุลใหญ่ที่มีอยู่เกือบร้อยแห่งทั่วโลกนั้น จะทำงานเชิงรุก (proactive) ทำงานร่วมกับพันธมิตรรวมทั้งภาคเอกชน แสวงหาโอกาสเพื่อให้ไทยได้ก้าวไปข้างหน้า และแสดงศักยภาพของประเทศ

ทั้งสถานทูตไทยและกงสุลใหญ่ที่มีอยู่เกือบร้อยแห่งทั่วโลกนั้น จะทำงานเชิงรุก (proactive) ร่วมกับพันธมิตร รวมทั้งภาคเอกชน

นายมาริษกล่าวว่า ภูมิศาสตร์ที่ตั้งของไทยนั้น ที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งทำให้ไทยสามารถมีบทบาทนำในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาคได้ การที่ไทยมีความเชื่อมโยงกับอาเซียน และอาเซียนพลัส เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นประเทศสมาชิกบิมสเทค (BIMSTEC) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในเอเชียใต้ มีอินเดียเป็นแกนกลาง มีผู้บริโภค 2 พันล้านคน ไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นกึ่งกลางสามารถเชื่อมโยงตลาดใหญ่เหล่านี้ได้ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งถือเป็นจุดแข็งของไทย   

ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของการขนส่ง (โลจิสติกส์) รวมถึงมีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของโลกในด้านต่างๆ ได้ตามยุทธศาสตร์ Ignite Thailand ของรัฐบาล ที่ไทยมุ่งเป็นศูนย์กลาง 8 ด้าน รวมทั้งในเรื่องการท่องเที่ยว อาหาร และเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น เราจะแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า เรามีความพร้อมและมีศักยภาพ

ไทยจะใช้กลไกนี้เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดตลาดใหม่ ซึ่งมีความสำคัญเพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยทั้งหมดเป็นสินค้าส่งออกถึง 70% และมีแนวคิดว่าตลาดที่กำลังเติบโตอย่างตลาดในทวีปแอฟริกา เอเชียกลางและอเมริกาใต้ เป็นตลาดที่มีศักยภาพต่อการส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน รวมทั้ง ส่งเสริมการทำข้อตกลงฟรีวีซ่า เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์

ไทยมุ่งเป็นศูนย์กลาง (hubs) ของโลกในด้านต่างๆ ตามยุทธศาสตร์ Ignite Thailand ของรัฐบาล

เรื่องที่สอง รัฐบาลมีความมุ่งหมายทำให้ไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและเวทีโลกอีกครั้ง ทั้งนี้ อาเซียนยังเป็นเสาหลักของนโยบายการต่างประเทศ เนื่องจากเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย และไทยมีข้อได้เปรียบเหตุเพราะไม่ได้เป็นประเทศที่อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับจีนและสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งเอเซียนอีกด้วย

นายมาริษยังกล่าวถึงความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคว่า ไทยจะสนับสนุนกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในพื้นที่แม่น้ำโขง และให้ความสำคัญกับความร่วมมืออื่นๆ เช่นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) , บิมสเทค และกลุ่ม BRICS รวมทั้งประเทศในองค์การ OCED ที่เรากำลังยื่นขอเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และโรคภัยต่างๆ อีกทั้งไทยพร้อมที่จะยกระดับเกียรติภูมิของประเทศด้วยการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) อีกด้วย

สร้างสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

เรื่องสุดท้าย คือการใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นโยบายการต่างประเทศของไทยจะต้องช่วยเสริมเสร้างความมั่นคงแนวชายแดน ส่งเสริมการค้า ผลักดันการท่องเที่ยว และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน เช่น มลพิษทางอากาศและฝุ่นพีเอ็ม 2.5

นายมาริษกล่าวว่า ได้เดินทางไปสปป.ลาว และมีกำหนดการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศเพื่อนบ้านจะมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือแตกต่างกันไป เช่น สปป.มีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด และการค้าชายแดน เป็นต้น ในโอกาสนี้ ยังพยายามส่งเสริมแนวคิด Six Countries. One Destination ด้วย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ผ่านการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

สำหรับประเด็นสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมานั้น นายมาริษกล่าวว่า ไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับเมียนมา สนับสนุนการเจรจา และจะดำเนินนโยบายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและเมียนมาด้วย