สหรัฐจ่อขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า รวมถึงวีซ่านักธุรกิจ-นักศึกษา-นทท.

01 กุมภาพันธ์ 2565

สหรัฐเสนอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับการขอวีซ่า ซึ่งครอบคลุมทั้งวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่านักธุรกิจ และวีซ่านักศึกษา ในอัตรามากกว่า 50% ภายในเดือนก.ย. ปีนี้ แม้จะหวั่นคนเดินทางไปอเมริกาน้อยลงหากค่าธรรมเนียมวีซ่าแพงขึ้นแต่ระยะเวลารอไม่ลดลง

รัฐบาลสหรัฐ เสนอจะ ขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับการขอวีซ่า ประเภทคนเข้าเมืองแบบไม่ถาวร เช่น วีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่านักธุรกิจ และวีซ่านักศึกษา ภายในเดือนกันยายนปีนี้ (2565) โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจนถึงสิ้นเดือนก.พ.

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดตามนโยบายคนเข้าเมืองบางคนเกรงว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องเวลาการรอวีซ่าที่นานขึ้นและยังมีการขึ้นค่าธรรมเนียมด้วยแล้ว ผลที่ได้คืออาจมีนักศึกษาและนักท่องเที่ยวเดินทางไปสหรัฐ น้อยลง

 

สำนักข่าววีโอเอ สื่อใหญ่ของสหรัฐ รายงานว่า ตัวเลขจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แสดงว่าประเภทของวีซ่าที่มีผู้ยื่นขอเพื่อเดินทางเข้าสหรัฐมากที่สุด คือ วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าธุรกิจ และวีซ่าสำหรับนักศึกษา และตามข้อเสนอใหม่นี้ ค่าธรรมเนียมสำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยว B1 และ B2 กับวีซ่านักศึกษาประเภท F, M และ J จะเพิ่มขึ้น 54% จาก 160 ดอลลาร์เป็น 245 ดอลลาร์

 

ในขณะที่วีซ่าซึ่งออกให้กับผู้ที่เข้าไปทำงานในสหรัฐฯ คือวีซ่าประเภท H, L, O, P, Q และ R นั้นจะถูกขึ้นค่าธรรมเนียม 63% จากเดิม 190 ดอลลาร์เป็น 310 ดอลลาร์

สหรัฐจ่อขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า รวมถึงวีซ่านักธุรกิจ-นักศึกษา-นทท.

นายเดวิด เบียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายคนเข้าเมืองของสถาบัน Cato กล่าวกับวีโอเอว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่านี้มีขึ้นขณะที่ตัวเลขการเดินทางและการท่องเที่ยวไปยังสหรัฐกำลังลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำที่สุด นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังกำหนดให้ผู้ขอวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยวหรือวีซ่าของผู้เดินทางไปทำธุรกิจในสหรัฐจากหลายประเทศ ต้องรอเป็นเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวด้วยว่า เรื่องสำคัญที่สุดขณะนี้คือการออกวีซ่าให้ได้ทันความต้องการ เพราะหากรัฐบาลสหรัฐเพิ่มค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า แต่ไม่มีผลด้านบริการ โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาที่ต้องรอแล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นก็คืออาจจะมีผู้เดินทางไปสหรัฐน้อยลงได้

 

ตามตัวเลขของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยสำหรับการเดินทางของสหรัฐฯ หรือ TSA นั้น ขณะนี้จำนวนผู้เดินทางทางอากาศในสหรัฐลดลงถึงราวเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือมี 1,100,000 คน ณ วันที่ 26 ม.ค.ปีนี้ เทียบกับกว่า 2,000,000 ล้านคนในวันเดียวกันของปี 2019

และถึงแม้ในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะได้เปิดเผยร่างกฏหมาย U.S. Citisenship Act of 2021 เพื่อปฏิรูประบบคนเข้าเมืองของสหรัฐ และจะเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ในประเทศโดยไม่มีเอกสารอย่างถูกต้องราว 11 ล้านคนมีโอกาสได้สัญชาติอเมริกันภายใน 8 ปี รวมทั้งมีแผนจะแก้ปัญหาเรื่องวีซ่าการทำงานในสหรัฐที่ยังคั่งค้างอยู่มากก็ตาม แต่ข้อเสนอเพื่อปฏิรูประบบคนเข้าเมืองดังกล่าวก็ยังไม่ผ่านสภา โดยหลายคนเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสจะได้เป็นกฎหมายด้วย

 

ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเอง ทางกระทรวงได้ระงับการให้บริการเรื่องวีซ่าที่สถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลกเป็นการชั่วคราวในปี 2020 (พ.ศ.2563) จากข้อจำกัดเกี่ยวกับโควิด-19 และขณะนี้ถึงแม้สถานกงสุลหลายแห่งจะกลับมาให้บริการวีซ่าได้บ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอยู่ราว 25% ที่ยังคงปิดอยู่หรือให้บริการเพียงบางส่วนเท่านั้น ตามข้อมูลของสถาบัน Cato

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐให้เหตุผลว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นผลจากการประเมินค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของการให้บริการ บวกกับการคาดการณ์เรื่องความต้องการในอนาคตด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จิล เวลช์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายของกลุ่มพันธมิตรด้านการศึกษาและคนเข้าเมือง ได้ชี้ว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมควรเป็นผลให้มีบริการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรทำให้เวลาที่ต้องรอวีซ่าลดลง

 

สถานกงสุลสหรัฐส่วนใหญ่ในต่างประเทศรายงานว่า ผู้ขอวีซ่าประเภทท่องเที่ยวกับวีซ่าเพื่อทำธุรกิจในสหรัฐต้องรอเวลานัดสัมภาษณ์ถึง 202 วันในขณะนี้ ส่วนวีซ่าสำหรับนักศึกษานั้นเวลาที่ต้องรอคือ 38 วันโดยเพิ่มขึ้นจาก 25 วันเมื่อปีที่แล้วด้วย

สหรัฐจ่อขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า รวมถึงวีซ่านักธุรกิจ-นักศึกษา-นทท.

ตัวเลขจาก NAFSA สมาคมนักการศึกษาระหว่างประเทศ ระบุว่า นักศึกษาต่างชาติในอเมริกานำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐเกือบ 41,000 ล้านดอลลาร์ และช่วยสนับสนุนงานกว่า 450,000 ตำแหน่งในช่วงปีการศึกษา 2018 - 2019 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ลดลงเหลือราว 28,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปีการศึกษา 2020 - 2021

 

นายมาร์เซโล บาร์รอส ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำงานของนักศึกษาต่างชาติในกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นว่า ถึงแม้การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้ก็คงจะไม่เปลี่ยนใจใครเกี่ยวกับการเดินทางไปสหรัฐอย่างแน่นอน เพราะสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ตัดสินใจจะไปเรียนต่อในสหรัฐ หรือสำหรับผู้ที่จะไปทำงานให้กับบริษัทอเมริกัน ถ้าคนเหล่านี้มีความต้องการแล้ว พวกเขาก็จะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอยู่ดี

 

ที่มา: วีโอเอ