
นโยบายด้านอวกาศของเช็ก และการส่งเสริมความร่วมมือกับไทย
บทความพิเศษโดย: เอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก
สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เริ่มใช้ประโยชน์จาก ข้อมูลด้านอวกาศในทางวิทยาศาสตร์ มากว่า 60 ปี โดยในช่วง 10 ปีแรกของการเริ่มต้น เป็นการใช้ข้อมูลจากระบบเซ็นเซอร์ (sensors) ที่เชื่อมต่อกับดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อประโยชน์ในการทดลอง ค้นคว้า และวิจัยในสถาบันวิจัยและภาคธุรกิจขนาดเล็ก
จนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เช็กมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมขนาดใหญ่ และเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจและการผลิตที่มีมูลค่าต่ำ แม้จะเริ่มมีโครงการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
จากสถิติของ Eurostat เมื่อปี 2561 เช็กส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงอยู่ที่ 17.8% ของสัดส่วนสินค้าส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าการส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีของเยอรมนี (15.1%) แต่ยังคงเป็นประเทศที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาเช็กเริ่มมีพัฒนาการในด้านนี้อย่างชัดเจน และตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบันได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรกับ European Patent Office (EPO) เพิ่มขึ้นถึง 50% จนเมื่อปี 2560 อัตราการขอจดสิทธิบัตรอยู่ที่ระดับ 33.8 สิทธิบัตร ต่อประชากร 1 ล้านคน แต่ก็ยังคงน้อยกว่าประเทศที่มีบทบาทนำในเรื่องนี้อย่างเดนมาร์กและเยอรมนีถึง 7 เท่า แต่เช็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในเรื่อง R&D โดยในปี 2548 ภาคเอกชนเช็กมีเงินทุนสนับสนุน R&D จากต่างประเทศอยู่ที่ 5.4% และปัจจุบันได้เพิ่มมาอยู่ที่ 32% ของงบประมาณสนับสนุนทั้งหมด
เช็กมองว่า กิจการอวกาศ เป็นสาขาที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับการต่อยอดทางเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และจะเป็นตัวขับเคลื่อนศักยภาพด้านเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนากิจการด้านอวกาศเกิดขึ้นนับตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกของ องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 และนับตั้งแต่นั้นมา พัฒนาการด้านกิจการอวกาศของเช็กก็มีความโดดเด่นและอาศัยการดำเนินโครงการภายใต้ ESA เป็นช่องทางหลักในการผลักดันการพัฒนาและบทบาทในด้านกิจการอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อต้นปี 2563 เช็กได้ประกาศ แผนกิจการด้านอวกาศแห่งชาติ 5 ปี (National Space Plan 2020 - 2025) (NSP 2020-2025) เป็นยุทธศาสตร์และกรอบในการพัฒนาและกำหนดทิศทางของกิจการด้านอวกาศของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างศักยภาพและขีดความสามารถด้านกิจการอวกาศทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา ตลอดจนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพื่อให้การลงทุนด้านอุตสาหกรรมอวกาศก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของประเทศอย่างเต็มที่และยังเป็นยุทธศาสตร์ของเช็กในการเพิ่มการมีบทบาทนำทั้งในภูมิภาคอียูและเวทีระหว่างประเทศเช็กให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านอวกาศในหลายมิติ เช่น satellite navigation, satellite telecommunication, earth observation, space transportation, space situational awareness, space exploration (ทั้งในมิติของ robotic and human spaceflight), space science และ applications and services connected with the use of obtained data สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสืบค้น NSP 2020 – 2025 ฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ : https://www.czechspaceportal.cz/wp-content/uploads/2020/08/NSP2020-2025_EN.pdf
เมื่อปี 2554 รัฐบาลเช็กได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักให้การประสานงานด้านกิจการอวกาศทั้งหมด และเพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการประสานงานกิจกรรมด้านอวกาศ (The Coordination Council for Space Activities) ประกอบด้วย ผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงศึกษา เยาวชน และกีฬา กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรีเช็ก และยังมีกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐที่มีบทบาทในการให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการประสานงานกิจการด้านอวกาศในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร National Cyber and Information Security Agency (NUKIB) และ CzechInvest
ภารกิจหลักของกระทรวงคมนาคมในฐานะผู้ประสานงานหลักของกิจการอวกาศ ประกอบด้วย การกำหนดกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมและรองรับการดำเนินกิจกรรมอวกาศ การจัดทำ NSP และควบคุมการดำเนินการตาม NSP รับผิดชอบการเป็นสมาชิกของเช็กใน ESA การมีส่วนร่วมของเช็กในการกำหนด EU Space Policy และ EU Space Programme และบทบาทใน European GNSS Agency (GSA) การกำหนดแผนงานของ EU ด้านการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนากิจกรรมอวกาศขั้นปลาย (downstream sector) เช่น การนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในการพัฒนาระบบคมนาคม การเป็นสมาชิกของ European Organization for the Safety of Air Navigation (EUROCONTROL) International Maritime Organization (IMO), International Civil Aviation Organization (ICAO) และ International Mobile Satellite Organization (IMSO) และร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศเช็กในกรอบ UN Committee on the Peaceful Uses of Outer Space (COPUOS) และคณะอนุกรรมการกฎหมายของ COPUOS และประเด็นที่เกี่ยวข้องในกรอบดังกล่าว
ปัจจุบันเช็กมีบริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีอวกาศประมาณ 50 แห่ง สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย 23 แห่ง และ startup 25 แห่ง ซึ่ง startup ทั้งหมด เกิดขึ้นจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจของ ESA Business Incubation Center (ESA BIC) Prague และได้ทยอยเข้าร่วมโครงการเทคโนโลยีอวกาศระหว่างปี 2551 – 2562 มีผู้เชี่ยวชาญเช็กทำงานในโครงการด้านอวกาศประมาณ 350 โครงการ และในปี 2563 คาดว่าจะเข้าร่วมโครงการด้านเทคโนโลยีอวกาศเพิ่มขึ้นอีก 40 กว่าโครงการ
Czech Space Alliance (CSA) เป็นสมาคมผู้ประกอบการด้านกิจการอวกาศ ก่อตั้งเมื่อปี 2549 โดยมีสมาชิกก่อตั้งทั้งหมด 14 บริษัท โดยสมาชิกทั้งหมดมีการดำเนินโครงการร่วมกับ ESA และเป็นบริษัทเอกชนเช็กที่มีบทบาทนำในเทคโนโลยีและกิจการอวกาศโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตและพัฒนาอุปกรณ์และส่วนประกอบของจรวดและสถานีอวกาศ ตลอดจนผู้พัฒนา software เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศ ผู้พัฒนา Crystal Chemistry ได้แก่ (1) 5M s.r.o (2) AVX Czech Republic s.r.o. (3) BBT Material Processing s.r.o. (4) CHIPINVEST a.s. (5) CSRC (6) EGGO Space s.r.o. (7) Evolving System Consulting and esc Aerospace company s.r.o. (8) FRENTECH AEROSPACE s.r.o. (9) IGUASSU SOFTWARE SYSTEMS a.s. (10) L.K. ENGINEERING s.r.o. (11) RIGAKU INNOVATIVE TECHNOLOGIES EUROPE s.r.o. (12) SIEMENs Convergence Creators, s.r.o. (13) SYNPO a.s. (14) TOSEDA s.r.o.
ปี 2563 นับเป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของเช็ก ภารกิจสำคัญประกอบด้วย
(1) ความสำเร็จในการผลิตเครื่องปล่อยดาวเทียมเพื่อใช้กับจรวด Vega และ Vega-C ซึ่งเป็นโครงการเทคโนโลยีอวกาศของเช็กที่มีมูลค่าสูงสุดตั้งแต่เช็กเข้าเป็นสมาชิกของ ESA โดยมีมูลค่าประมาณ 8 ล้านยูโร และ
(2) นักวิทยาศาสตร์ชาวเช็กมีส่วนช่วยพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์จำนวน 4 ใน 10 ชิ้นหลักของยานโซลาร์ ออร์บิเทอร์ (Solar Orbiter Space Probe) ซึ่งเป็นยานสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ด้วยวิธีโคจรวนรอบที่ได้ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 จากแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การ NASA ของสหรัฐอเมริการและ ESA เพื่อศึกษาโครงสร้างและพลวัตรทางพลังงานของดวงอาทิตย์ในรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
(3) การเข้าไปมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและวิจัยสภาพอากาศในอวกาศ (cosmic weather) ดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่โคจรใกล้โลก (near-earth asteroids) และวัตถุอวกาศอื่น ๆ รวมทั้งการเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลจากระบบดาวเทียมเพื่อพัฒนาระบบและอุปกรณ์การตรวจจับ การสังเกตการณ์ และการศึกษา วัตถุอวกาศ และได้มอบเงินสนับสนุนภารกิจของ ESA เป็น งปม. ทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคอรูน่า (2.1 พันล้านบาท)
โครงการอวกาศที่สำคัญของเช็กในอนาคตอันใกล้ ประกอบด้วย
(1) การเข้าร่วมติดตั้ง spectographs ของกล้องโทรทรรศน์ที่ หอดูดาว La Silla ในชิลี ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีอวกาศ และนักวิจัยจาก Astronomical Institute of the Czech Academy of Science (AV) อยู่ระหว่างเตรียมการและภายหลังเข้าร่วมการติดตั้งแล้วจะให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวต่อไป
(2) การเข้าร่วมโครงการพัฒนาและผลิตส่วนประกอบฐานปล่อยจรวด Ariane 6 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2564
(3) การเข้าร่วมผลิตเครื่องควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าของ spectrometer ของ Athena (Advanced Telescope for High-Energy Astrophysics) ซึ่งเป็นระบบควบคุมกล้องโทรทรรศน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างแผนภาพการก่อตัวของ ดาราจักร (galaxy) และการเพิ่มจำนวนของหลุมดำขนาดใหญ่ และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มใช้งานในปี 2571 และ
(4) การพัฒนา Apex Nanosatellites ภายใต้ Hera Mission เพื่อศึกษาดาวเคราะห์ขนาดเล็ก (asteroids) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2565
บทบาทที่โดดเด่นของเช็กในเทคโนโลยีอวกาศข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เช็กมีการพัฒนากิจการด้านอวกาศแบบก้าวกระโดด ตลอดจนมีประสบการในด้านอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมอวกาศที่ทันสมัย และยังให้ความสำคัญกับ R&D และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนผู้ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนของวัตถุด้านอวกาศที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพของตนในสาขาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ และยังขาดการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคยุโรปในอุตสาหกรรมอวกาศในเชิงพาณิชย์อย่างเพียงพอ จึงทำให้ความก้าวหน้าและการพัฒนาของเช็กในเรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
อย่างไรก็ดี ไทยสามารถนำต้นแบบความสำเร็จของเช็กมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากิจการด้านอวกาศของไทยได้หลายแง่มุม และในขณะเดียวกันเช็กยังคงต้องการแสวงหาภาคีในกรอบทวิภาคีเพื่อผลักดันบทบาทของตนในเวทีระหว่างประเทศนอกภูมิภาคอียู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาช่องทางการขยายความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย
ไทยจึงควรอาศัยจุดแข็งในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการมีสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยที่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านอวกาศกับเช็ก ซึ่งสามารถต่อยอดจากความร่วมมือที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) มีกับเช็กอยู่แล้วให้ครอบคลุมในมิติอื่นและเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอนาคต






