thansettakij
thansettakij
“จตุพร” เชื่อหลังเลือกตั้ง ฝ่ายชนะ!ไม่ได้คุมเกมการเมือง

“จตุพร” เชื่อหลังเลือกตั้ง ฝ่ายชนะ!ไม่ได้คุมเกมการเมือง

12 พ.ค. 66 | 06:14 น.
อัปเดตล่าสุด :12 พ.ค. 66 | 07:05 น.

"จตุพร"เชื่อหลังเลือกตั้ง ฝ่ายเสียงชนะไม่ได้กุมเกมการเมืองเบ็ดเสร็จ มั่นใจเป็นจุดชนวนเริ่มเกมใหม่ ฝ่ายอำนาจหวังแปรเสียงน้อยไปเป็นเสียงมาก ตั้งรัฐบาลกุมชะตากรรมอีกสมัย ขณะที่"โอษฐภัยทักษิณ"ซ้ำเติม ทำบ้านเมืองหนีไม่พ้นวิกฤต

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน "กระดานการเมือง ก่อน-หลังเลือกตั้ง ตอน 1"  โดยระบุว่า หลังเลือกตั้งหลีกหนีสถานการณ์ร้อนรุ่มจนวุ่นวายไปไม่พ้น เนื่องจากเกมของอำนาจเดิมไม่ยอมแพ้มติประชาชนเลือกตั้ง พยายามพลิกเปลี่ยนเสียงข้างน้อยให้กลายเป็นเสียงข้างมาก โดยมี กกต.เป็นเครื่องมือ ส่วน ส.ว. จะนิ่งเฉยรอกระดานเลือกตั้งสงบจึงแสดงท่าที

นายจตุพร กล่าวถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ก้าวไกล ถูกร้องเรียนกรณีถือหุ้นกิจการสื่อสารบริษัทไอทีวี ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามการสมัคร ส.ส. ว่า นายพิธา ถูกล็อกเป้าทางการเมืองแล้ว จึงต้องระมัดระวังอย่างที่สุด 
 

นายจตุพร เสนอว่า พรรคก้าวไกลมีบทเรียนราคาแพงที่เกิดกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) ให้ทุกคนได้ศึกษากันแล้ว ดังนั้น แน่นอนที่สุดเมื่อตกเป็นเป้าแล้วจะมีเรื่องอีกหลายหลากเข้ามาพัวพันไม่หยุดหย่อนอีก 

นายจตุพร พรหมพันธุ์

สิ่งสำคัญการขับเคลื่อนตัวหาเสียงของพรรคก้าวไกลมีท่วงทำนองร้อนแรงกว่าสมัยพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากมีการเคลื่อนด้วยกำลังคนทุกสารทิศเข้าสู่ศูนย์กลาง กทม. ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาขยายลุกลามนำพาสู่สถานการณ์หลังเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกลจึงกลายเป็นเป้าที่ถูกปักไว้แล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ย่อมสัมพันธ์กับท่าทีการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งประกาศผ่านทวิตเตอร์ขออนุญาตกลับบ้านถี่ขึ้น ในช่วงตั้งแต่ 1 พ.ค.มา รวมขออนญาตแล้ว 4 ครั้ง โดย 2 ครั้งล่าสุดพ่วงขออนุญาตไปเชื่อมโยงกับคำลงท้าย “เจ้านายของเรา” ที่ทักษิณ รู้อยู่เต็มอกหมายถึงการสื่อสัญญาณไปถึงใคร

“ดังนั้น การขออนุญาตกลับบ้านของทักษิณ ตามประกาศจะมาก่อนวันเกิดเดือน ก.ค.นี้ ย่อมพ่วงกับเจ้านายให้อนุญาตด้วย ถ้าได้กลับแสดงว่า เจ้านายอนุญาต ถ้าไม่ได้กลับก็ไม่ได้รับอนุญาต และเจ้านายหมายถึงใคร ทักษิณรู้ และ ประชาชนมีจินตานาการไปสูงส่งถึงเส้นขอบฟ้า สิ่งนี้จึงเท่ากับลากสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับอาญาแผ่นดินของทักษิณที่ถูกคดีและได้รับโทษจำคุก และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ ถ้าทักษิณ เบี้ยว ไม่กลับครั้งนี้จะเดือดร้อนยิ่งกว่ากลับมา” 

นายจตุพร ประเมินผลการเลือกตั้งหลังวันที่ 14 พ.ค.ว่า จะถูกผูกโยงไว้มากมายกับกลเกมทางการเมืองที่นำมาขับเคลื่อนหลังเลือกตั้งแล้ว เนื่องจากด้านหนึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สร้างเรื่องขึ้นทั้งจริงและเท็จปะปนกัน 

นายทักษิณ ชินวัตร

อีกทั้งการทำหน้าที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงใจของประชาชน ประกอบกับ การร้องเรียนกล่าวหาพรรคการเมืองในเรื่องใหญ่ เช่นการตรวจสอบนโยบายเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทย และเรื่องอื่น ๆที่ กกต. เก็บเงียบไว้ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแถลงให้ชัดเจนเลย

“ผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. นี้ นอกจากจะเป็นคำตอบจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคได้รับเลือกแล้ว แบบทางการเมืองต่างๆ จะถูกนำออกมาให้สอดคล้องทันที โดยช่วงปลาย ก.ค.จะเลือกประธานสภาผู้แทน ถัดไปโหวตชิงนายกฯ แล้วตั้งรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับทักษิณจะกลับบ้าน ดังนั้น โอษฐภัยรอบนี้ของทักษิณจะร้อนแรงอย่างมากกับวิกฤตหลังเลือกตั้ง เนื่องจากยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่เข้าอำนาจการเมืองและการต่อรองมากมายที่รอปะทุขึ้น”


อีกทั้ง ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งในสามของพรรคเพื่อไทยเล่าย้อนเหตุการณ์ยึดอำนาจปี 2557 ซึ่งถูกอำนาจทหารข่มขู่แม่ชราวัย 80 ปี แล้วถูกเรียกไปรายงานตัว มีทหารถือปืนอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า ถ้าวันนั้นไม่มีการสมคบคิดระหว่างทักษิณกับทหารในการสลายพลังชุมนุมของประชาชที่ถนนอักษะแล้ว การยึดอำนาจย่อมไม่ง่ายได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้ เสนอให้นายเศรษฐาเข้าใจเพิ่มเติมว่า ตอนตนถูกนำตัวไปคุมขังที่ค่ายทหารชายแดนประเทศกัมพูชานั้น เมื่อได้รับปล่อยตัว คนสำคัญในการยึดอำนาจคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ทหารไม่ได้ควบคุมตัวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันทหารยึดอำนาจเลย ส่วนนายเศรษฐา ถูกคุมตัวคงเป็นขั้นตอนอื่นๆ ตามพิธีกรรมกระบวนการสมคบคิด เนื่องจากเมื่อทักษิณ ได้ไปสยบยอมกันแล้ว

“ส่วนผม หลังจากกลับมาแล้ว ก็ถูกเรียกไปรายงานตัว นำไปปรับทัศนะคติ และหนักเข้าหาเรื่องจับไปติดคุก จนติดเชื้อในกระแสเลือดจวนตาย ส่วนนายเศรษฐา ช่วงนั้นไม่ได้ต่อสู้อะไรเลย แต่ช่วงหลังเหตุการณ์ ไม่รู้เป็นการต่อสู้กับทหารอย่างไร ขณะที่ได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ (ปี 2554) จึงมีบทบาทเป็นที่ปรึกษานายกฯ อย่างไม่เป็นทางการ” 
 

นายจตุพร กล่าวว่า มาถึงช่วงหาเสียง จึงได้รู้ว่า นายเศรษฐาเป็นคนเก่งในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร หรือสร้างเรื่องราวเพื่ออธิบายให้ประชาชนได้พิสูจน์ตัวตนของตัวเองในการจะไปเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง 

“นักธุรกิจเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองและผลประโยชน์ จึงต้องได้รับการตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ และต้องการของจริงมาปกครองประเทศมากกว่าใช้ของปลอมมาตลอด ซึ่งจะเป็นระเบิดเวลาทั้งสิ้น”

นายเศรษฐา ทวีสิน

อีกทั้ง เตือนว่า การปราศรัยของพรรคถึง 8 เวทีในวันนี้ (12 พ.ค.) ถ้ามีเหตุให้ใครจากพรรคใดได้เหยียบเปลือกกล้วยล้ม ก็จะหายวับไปกับตาทันที ดังนั้น การพูดปราศรัยวันนี้ทุกพรรคการเมืองจึงต้องเตรียมตัว เพื่อจุดประกาย ฉุดกระชากลากแรงคะแนนเสียงเข้าพรรคให้มากที่สุดเป็นเป้าหมายสำคัญ

พร้อมคาดว่า ร่องรอยที่จะเห็นคือ ถ้าหลังเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโพล แต่ได้เพียงรวมเสียงเป็นเสียงข้างมากในสภา แล้วยังจะมีการจับมือ ซึ่งพรรคก้าวไกลประกาศชัดเจนถึงกระแสว่า โหวตเลือกนายกฯ ให้เพื่อไทย แต่ไม่ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น คงไม่ทำตามเสียงรำลือกัน เพราะไม่ใช่พวกใจพระเอกขนาดนั้น

“ในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. จะรู้ว่าเกมไหนจะถูกนำมาใช้ เพราะผลเลือกตั้งทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เครื่องมือกำหนดชัยชนะได้เบ็ดเสร็จ แต่เป็นการกำหนดและตัดสินใจนำแผนการเมืองต่อไปมาใช้ และเชื่อว่า ครั้งนี้ปัญหาจะตามมาเร็วมาก สิ่งที่ต้องย้ำเสมอคือ อย่าคิดแต่เรื่องตัวเอง เพราะจะเอาตัวไม่รอด ถ้าชนะเลือกตั้งแล้วอย่างไร เคยได้มากถึงเกือบ 400 เสียงจาก 500 มาแล้ว ยังตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่ต้องจบสิ้นไปเร็วมาแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า ต้องบอกให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามความรู้สึกที่จะเลือก แต่หลังการเลือกตั้งต้องตั้งสติให้มากที่สุด และควรมีสติมากกว่าก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ โดยสิ่งสำคัญสติต้องอยู่เหนือความรู้สึก เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตขึ้นมาหลังเลือกตั้ง

รวมทั้ง เห็นว่า ในทางการเมือง คนพูดหาเสียงจะไม่ได้ตัดสินใจทางการเมือง ส่วนคนตัดสินใจจะอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้พูดต่อสาธารณะ ดังนั้น คนพูดสัญญาไปร้อยแปดพันประการกับประชาชนจึงฉิบหาย สิ่งสำคัญผลลัพธ์สุดท้ายจึงอยู่ที่เจ้าของพรรคจะตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม กระดานการเมืองหลัง 14 พ.ค.นี้ จะยุ่งยากยุ่งเหยิง แต่ในวิกฤตจะมีโอกาสขึ้นเสมอ

นายจตุพร เชื่อว่า หลังเลือกตั้งเสร็จ พรรคการเมืองจะยืนอยู่ในที่ตัวเอง ส่วน ส.ว.จะนิ่ง และไม่โหวตให้เกิดรัฐบาลที่รวมเสียงข้างน้อยให้เปลืองตัว เมื่อ ส.ว.นิ่งเฉยแล้วยืนในจุดตัวเอง ก็ทำให้การเมืองไปต่อไปได้ ดังนั้น คดีบัตรเหลือง แดง ดำ จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การให้ฝ่าด่านเสียงข้างน้อยได้แปรเป็นเสียงข้างมากให้ได้

“เมื่อเสียงข้างมากถูกแปรเป็นเสียงข้างน้อย ความไม่พอใจจะบังเกิด แล้วจะถูกขับเคลื่อนออกมาสู่ถนน ซึ่งเล็งเห็นผลของสถานการณ์นับแต่หลังเลือกตั้งแล้ว ว่า ผลชนะของบางพรรคจะถูกลากยาวออกไป และมีร่องรอยของกระบวนการแปรเสียง ส.ส.ให้กระจายไปสู่พรรคเสียงข้างน้อยกันแล้ว เพื่อยุบพรรคหวังให้บางฝ่ายได้พลิกแพ้เป็นชนะ”

นายจตุพร ย้ำว่า หลังเลือกตั้งมีเรื่องรอให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว มันหนีไม่ออก และสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ต้องพิจารณากันที่ละตอนของการรุก-รบ-รับของแต่ละฝ่ายในสามพวกการเมืองคือ ฝ่ายรัฐบาลเดิม ฝ่ายค้านเดิม และ ส.ว.