thansettakij
thansettakij
เปิดคู่มือ AI–PDPA ชี้ 5 เรื่ององค์กรต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล

เปิดคู่มือ AI–PDPA ชี้ 5 เรื่ององค์กรต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล

13 ต.ค. 69 | 03:14 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ต.ค. 69 | 03:19 น.

สคส. เปิดคู่มือพัฒนาและใช้ AI ให้สอดคล้องกับ PDPA ครอบคลุมข้อมูลฝึกโมเดล ฐานกฎหมาย การประเมินความเสี่ยง และสิทธิเจ้าของข้อมูล

KEY

POINTS

  • สคส. ออกคู่มือแนวทางการใช้เทคโนโลยี AI ให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA โดยสรุป 5 ประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องพิจารณาเพื่อลดความเสี่ยง
  • องค์กรต้องตระหนักว่าข้อมูลที่ใช้กับ AI เช่น Prompt และผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น อาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และต้องกำหนดสถานะพร้อมเลือกฐานกฎหมายในการประมวลผลให้ชัดเจน
  • แนะนำให้ประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูล (DPIA) ก่อนเริ่มโครงการ AI ที่มีความเสี่ยงสูง และเตรียมระบบให้พร้อมรองรับการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล
  • ชี้ให้เห็นความท้าทายในการลบข้อมูลออกจากโมเดล AI ซึ่งซับซ้อน

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ระบุว่า สคส. ได้เปิดตัวคู่มือ “แนวทางการดำเนินการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)” เพื่อให้องค์กร ผู้พัฒนา และผู้ใช้งาน AI มีแนวทางนำเทคโนโลยีมาใช้ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ลดความเสี่ยงในการละเมิดกฎหมายและคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

คู่มือฉบับนี้จัดทำโดย สคส. ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และออกโดยคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาศัยอำนาจตามมาตรา 16 (3) ของกฎหมาย PDPA โดยอธิบายหลักกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทำงานของ AI ตั้งแต่การวางแผน เตรียมข้อมูล ฝึกโมเดล นำไปใช้งาน จนถึงการยุติการใช้งานระบบ

เปิดคู่มือ AI–PDPA ชี้ 5 เรื่ององค์กรต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล

เนื้อหาครอบคลุม AI วิเคราะห์ข้อมูล หรือ Analytic AI, AI สร้างเนื้อหา หรือ Generative AI และ Agentic AI ซึ่งสามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมสรุปสาระสำคัญที่องค์กรควรพิจารณาไว้ 5 เรื่อง

Prompt และผลลัพธ์อาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

เปิดคู่มือ AI–PDPA ชี้ 5 เรื่ององค์กรต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล

เรื่องแรกคือ การทำความเข้าใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลในระบบ AI มีหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรือข้อมูลลูกค้าในฐานข้อมูล

คำสั่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบ หรือ Prompt บันทึกการใช้งาน หรือ Log ข้อมูลที่แปลงเป็นเวกเตอร์ หรือ Embedding รวมถึงผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น อาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากยังสามารถระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

องค์กรจึงต้องตรวจสอบข้อมูลตลอดกระบวนการทำงานของระบบ ทั้งข้อมูลนำเข้า ข้อมูลที่จัดเก็บระหว่างใช้งาน และผลลัพธ์ที่ส่งออก ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะฐานข้อมูลต้นทางเท่านั้น

คู่มือยังระบุว่า โมเดลที่ฝึกด้วยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ถือเป็นข้อมูลนิรนามโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด การแปลงข้อมูลหรือการนำข้อมูลไปฝึกโมเดลจึงไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดลงทันที

แยกบทบาทองค์กร ตรวจเงื่อนไขผู้ให้บริการ

เรื่องที่สองคือ การระบุสถานะทางกฎหมายของผู้เกี่ยวข้องในแต่ละกิจกรรมให้ชัดเจนว่าเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากแต่ละสถานะมีหน้าที่แตกต่างกัน

การพิจารณาต้องดูว่าใครมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และวิธีการประมวลผลข้อมูล ไม่ใช่อาศัยเพียงชื่อเรียกบทบาททางเทคนิคหรือข้อความระบุสถานะในสัญญา

กรณีที่ต้องระวังคือ ผู้ให้บริการ AI นำข้อมูลของลูกค้าไปฝึกโมเดลเพื่อวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งอาจทำให้ผู้ให้บริการมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอีกรายหนึ่ง โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของกิจกรรมนั้น

สำหรับองค์กรที่ใช้บริการ AI จากภายนอก คู่มือให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสัญญาและเงื่อนไขการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะการนำข้อมูลไปฝึกโมเดล ขอบเขตการเข้าถึงข้อมูล และการส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศ เพื่อกำหนดความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน

เปิดคู่มือ AI–PDPA ชี้ 5 เรื่ององค์กรต้องรู้ก่อนใช้ข้อมูล

เลือกฐานกฎหมายให้ตรงกับประเภทข้อมูล

เรื่องที่สามคือ ฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล คู่มือแนะนำให้องค์กรพิจารณาฐานกฎหมายที่เหมาะสมให้ครบถ้วนก่อนเลือกใช้ความยินยอม เพราะการพึ่งพาความยินยอมเพียงอย่างเดียวอาจสร้างปัญหาในการดำเนินงานเมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม

การพิจารณาต้องแยกระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปตามมาตรา 24 และข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามมาตรา 26 หากไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล โดยข้อมูลอ่อนไหวต้องพิจารณาเงื่อนไขเรื่องความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา 26

กรณีใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย คู่มือแนะนำให้จัดทำการประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือ Legitimate Interest Assessment: LIA เพื่อพิจารณาความจำเป็นและผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ ฐานดังกล่าวไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่งต้องพิจารณาตามมาตรา 26 แยกต่างหาก

ขณะเดียวกัน การนำข้อมูลเดิมมาใช้ฝึก AI ต้องตรวจสอบว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ หากเป็นการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่ใช่ถือว่าข้อมูลที่องค์กรมีอยู่แล้วสามารถนำไปฝึกโมเดลได้ทุกกรณี

อีกหลักที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ เพื่อลดการเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น

ประเมินผลกระทบก่อนเริ่มโครงการ

เรื่องที่สี่คือ การบริหารความเสี่ยงก่อนเริ่มโครงการ AI โดยพิจารณาว่าการทำงานของระบบอาจกระทบต่อเจ้าของข้อมูลอย่างไร และต้องมีมาตรการป้องกันในจุดใดบ้าง

คู่มือแนะนำให้ประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Impact Assessment: DPIA ก่อนเริ่มโครงการที่อาจกระทบสิทธิของเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะการใช้ AI ตัดสินใจอัตโนมัติที่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายหรือผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวฝึกโมเดล

มาตรการที่เสนอครอบคลุมการควบคุมข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ การจำกัดสิทธิและขอบเขตการทำงานของ AI Agent รวมถึงการบันทึกประวัติการทำงานเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง

ในระดับผู้บริหาร คู่มือเสนอให้ตรวจสอบก่อนอนุมัติโครงการว่า องค์กรกำหนดสถานะและฐานกฎหมายไว้ชัดเจนแล้วหรือไม่ มีการประเมินความเสี่ยงเพียงพอหรือยัง และมีมนุษย์กำกับดูแลในจุดที่ระบบอาจกระทบสิทธิของบุคคลหรือไม่ โดยผู้กำกับดูแลต้องมีอำนาจทบทวนและเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินใจของ AI ได้จริง

นอกจากนี้ องค์กรควรเตรียมช่องทางรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล และแผนรับมือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลให้พร้อมก่อนนำระบบไปใช้งาน

ลบข้อมูลในฐานความรู้ ไม่เท่ากับลบออกจากโมเดล

เรื่องที่ห้าคือ การรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามเงื่อนไขของกฎหมาย แม้ระบบ AI จะมีความซับซ้อนหรือมีข้อจำกัดทางเทคนิค แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ตามกฎหมาย

คู่มือแนะนำให้องค์กรออกแบบระบบให้รองรับการจัดการข้อมูลตั้งแต่ต้น โดยแยกให้ชัดระหว่างข้อมูลในฐานความรู้ที่ระบบเรียกใช้ กับข้อมูลที่ถูกนำไปฝึกจนเป็นส่วนหนึ่งของตัวโมเดล

สำหรับระบบ RAG ซึ่งให้ AI ค้นข้อมูลประกอบการตอบ องค์กรสามารถจัดการข้อมูลหรือดัชนีที่เกี่ยวข้องในฐานความรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเรียกข้อมูลนั้นมาใช้ประกอบคำตอบ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลที่อาจฝังอยู่ในตัวโมเดลถูกลบออกไปด้วย

ส่วนการลบข้อมูลที่อยู่ในตัวโมเดล หรือ Machine Unlearning มีความท้าทายทางเทคนิคมากกว่า คู่มือจึงเสนอให้พิจารณามาตรการทดแทนที่มีประสิทธิภาพ เช่น การกรองผลลัพธ์ หรือ Output Filtering ระหว่างรอการปรับปรุงโมเดล โดยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การลบหรือทำลายข้อมูล

การกรองผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้หมายความว่าข้อมูลถูกลบออกจากโมเดลอย่างถาวร องค์กรยังต้องพิจารณาว่ามาตรการที่ใช้สามารถรองรับคำขอและหน้าที่ตามกฎหมายได้เพียงใด

แนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อบังคับใหม่

คู่มือฉบับนี้เป็นคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้เกี่ยวข้องในการนำไปปรับใช้ ไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันในการพิจารณาความผิด และไม่ถือเป็นการตีความหรือวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมาย

องค์กรจึงต้องใช้คู่มือประกอบกับกฎหมาย PDPA กฎหมายลำดับรอง และแนวทางอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยหน้าที่ตามกฎหมายยังคงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน

ท้ายคู่มือมีรายการตรวจสอบสำหรับการพัฒนา AI ในภาคผนวก ก. และการใช้งาน AI ในภาคผนวก ข. เพื่อให้องค์กรประเมินความพร้อมของตนเอง ทั้งด้านข้อมูล ฐานกฎหมาย ผู้รับผิดชอบ มาตรการรักษาความปลอดภัย และการตอบสนองต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล