
ดาต้าเซ็นเตอร์จีนขยายในอาเซียน จับตาอิทธิพลต่อมาตรฐาน AI
ดาต้าเซ็นเตอร์จีนขยายลงทุนในมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ผ่านความร่วมมือกับรัฐบาล-ภาคธุรกิจ ขณะที่การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอาจส่งผลต่อมาตรฐานทางเทคนิค แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย บรรทัดฐานด้านเอไออาเซียนในระยะยาว
ดาต้าเซ็นเตอร์จีนขยายตัวในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลและภาคธุรกิจ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติด้านคลาวด์ เอไอ และความมั่นคงไซเบอร์ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจีนอาจทำให้มาตรฐานทางเทคนิคและบรรทัดฐานด้านเอไอของผู้ให้บริการจีนมีอิทธิพลต่อระบบดิจิทัลของอาเซียนมากขึ้น
รายงานที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฟุลไบรท์ รายงานว่า ในเดือนมิถุนายน Alibaba Cloud เปิดดาต้าเซ็นเตอร์ 2 แห่งในรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย ทำให้บริษัทมีดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซียรวม 5 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดของ Alibaba ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้น 4 เดือนหลังจากอาเซียนรับรองกรอบการทำงานที่มาเลเซียเป็นผู้นำ เพื่อกำกับดูแลการให้บริการคลาวด์ข้ามพรมแดน โดยกำหนดหลักการระดับภูมิภาคด้านการคุ้มครองข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลเพื่อการกำกับดูแล และการจัดเก็บข้อมูลข้ามพรมแดน
อย่างไรก็ตาม แม้มาเลเซียจะมีบทบาทในการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านคลาวด์ของอาเซียน แต่การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้กฎหมายและแนวปฏิบัติของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อระบบดิจิทัลของภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงมาตรการป้องกันการนำเทคโนโลยีไซเบอร์ไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งอาจมีความเข้มงวดหรือโปร่งใสน้อยกว่าแนวทางของประเทศสมาชิก แม้แต่ละประเทศจะกำหนดหลักการเหล่านี้ไว้ในนโยบายของตนเองก็ตาม
นอกจากนี้ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจีนอาจทำให้โมเดลเอไอของจีนได้รับการใช้งานมากขึ้น โดยผู้พัฒนาโมเดลเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันความเสี่ยงน้อยกว่า ขณะที่รัฐบาลจีนควบคุมเนื้อหาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองในโมเดลที่พัฒนาขึ้นในจีนอย่างเข้มงวด
ผู้ให้บริการจีนอาจกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีในอาเซียน
มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ขีดความสามารถด้านการประมวลผล รวมถึงระบบคลาวด์และเอไอแบบครบวงจรได้ในระดับที่ต้องการ ผู้ให้บริการคลาวด์จึงสามารถมีอิทธิพลต่อแนวทางการใช้งานด้านเทคนิคที่อยู่นอกเหนือดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองได้ บริษัทและหน่วยงานที่พัฒนาระบบบนแพลตฟอร์มเหล่านี้จำเป็นต้องทำให้ระบบของตนรองรับบริการของผู้ให้บริการ และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการเข้าถึง การตั้งค่าระบบ และความปลอดภัย
เนื่องจากบริการดิจิทัลจำนวนมากต้องพึ่งพาดาต้าเซ็นเตอร์ ข้อกำหนดทางเทคนิคและแนวทางการดำเนินงานที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งสร้างหรือบริหารโดยบริษัทจีน จึงมีแนวโน้มส่งผลต่อบริการต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นจุดที่ควรจับตาว่า การเข้ามาของบริษัทจีนกำลังขยายไปสู่อิทธิพลต่อมาตรฐานทางเทคนิคและแนวทางการดำเนินงานในวงกว้างขึ้นหรือไม่
ผู้ให้บริการคลาวด์ของจีนขยายในมาเลเซียและอินโดนีเซีย
โดยผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล แม้จะดำเนินงานอยู่ในต่างประเทศ ผู้ให้บริการคลาวด์ของจีนก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของจีน กฎหมายความมั่นคงของข้อมูล และกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติ กฎหมายเหล่านี้เปิดช่องให้รัฐบาลจีนสามารถบังคับให้มีการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากกฎหมาย USA PATRIOT Act, CLOUD Act และมาตรา 702 ของ FISA ของสหรัฐฯ
พันธกรณีเดียวกันนี้ยังมีส่วนช่วยให้อัยการสหรัฐฯ ดำเนินคดีกับ Xu Yanjun เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีน ภายใต้หมายค้นที่ออกในเดือนธันวาคม 2560 Apple ได้มอบข้อมูล iCloud ของเขาให้กับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ซึ่งสนับสนุนการจับกุมเขาในเบลเยียมและการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมายังสหรัฐฯ ในปีถัดมา รัฐบาลอาเซียนมีแนวโน้มตระหนักดีว่าการใช้โครงสร้างพื้นฐานของจีนมีความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล เช่นเดียวกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ
นอกจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในมาเลเซียแล้ว Alibaba ยังเริ่มฝึกอบรมผู้คนเกี่ยวกับวิธีการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวด้วย ในปี 2568 รัฐสลังงอร์รับรอง Alibaba Cloud ให้เป็นผู้ให้บริการภายใต้โครงการ Multi Cloud Services ปัจจุบันบริษัทให้บริการฝึกอบรมเกี่ยวกับ AI Toolkit ของบริษัทเองและหลักสูตรรับรองแก่หน่วยงานรัฐบาล นักการศึกษา นักศึกษา และชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ Malaysia Digital Economy Corporation ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของเศรษฐกิจมาเลเซีย เพื่อฝึกอบรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการนำระบบคลาวด์และ AI มาใช้
ในอินโดนีเซีย Huawei ได้พัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกัน เช่น การร่วมมือกับ National Cyber and Crypto Agency และ Institut Teknologi Del การจัดตั้ง Huawei Academy และการให้การฝึกอบรมด้านความรู้ดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์แก่กองทัพอากาศอินโดนีเซีย Huawei ระบุว่าโครงการเหล่านี้เป็นช่องทางในการแบ่งปัน “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” ด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเครื่องมือและความเชี่ยวชาญของบริษัท ผ่านการฝึกอบรมและการสร้างความรู้ความเข้าใจ แนวปฏิบัติเหล่านี้สามารถกลายเป็นรากฐานของบรรทัดฐานในวิชาชีพได้
การแบ่งปันแนวปฏิบัติและการสร้างมาตรฐานร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะมีเจตนาที่ไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคที่กฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายด้านดิจิทัลยังแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านเอไอระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศอาเซียนตกเป็นจุดสนใจของการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ มากขึ้น
ในอินโดนีเซีย ผลการศึกษาในปี 2567 พบว่า การกำหนดนิยามที่ยังไม่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายที่มีข้อจำกัด และกฎหมายที่ยังรองรับเรื่องเอไอและข้อมูลขนาดใหญ่ได้ไม่เพียงพอ เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรป หรือ GDPR มีอิทธิพลต่อกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวในภูมิภาค แต่ยังไม่ทำให้เกิดมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายที่เหมือนกันในทุกประเทศ ส่งผลให้แนวทางการดำเนินงานของผู้ให้บริการอาจกลายเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ตามกัน
สำหรับมาเลเซีย มาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เสนออาจช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ แต่ธุรกิจและหน่วยงานที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียวอาจไม่ต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการ เนื่องจากมีต้นทุนสูง และอาจต้องยอมรับแนวทางการดำเนินงานบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลของประเทศ
การขยายโครงสร้างพื้นฐานของจีนในภูมิภาคอาจช่วยสนับสนุนการพัฒนาเอไอขั้นสูงของจีนโดยตรง โดย Financial Times รายงานในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า Alibaba และ ByteDance กำลังฝึกโมเดลเอไอขั้นสูงในดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงชิปของ Nvidia ที่จีนไม่สามารถจัดหาได้
หากดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการฝึกโมเดลเอไอขั้นสูงของบริษัทจีนมากขึ้น รัฐบาลจีนอาจมองดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทจีนดำเนินการในอาเซียนเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการลงทุนในต่างประเทศทั่วไป ขณะเดียวกัน กฎหมายความมั่นคงของข้อมูลของจีนเปิดทางให้รัฐบาลใช้มาตรการตอบโต้กับประเทศที่จำกัดการลงทุนหรือการค้าของจีนในด้านเทคโนโลยีข้อมูล ดังนั้น หากรัฐบาลอาเซียนดำเนินมาตรการในลักษณะดังกล่าว ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับจีนได้
แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลจีนเป็นผู้ควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทจีนในต่างประเทศ แต่ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายข่าวกรองและกฎหมายความมั่นคงของข้อมูลของจีน จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะสามารถดำเนินงานในฐานะธุรกิจเชิงพาณิชย์ได้อย่างอิสระจากรัฐบาลจีนหรือไม่
การที่อาเซียนเร่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและดึงศักยภาพของภูมิภาคออกมาใช้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการต่างชาติมีเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถที่บริษัทในประเทศยังไม่สามารถแข่งขันได้ แต่การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลบนระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศอื่น ทำให้อาเซียนต้องเผชิญกับคำถามว่า ภูมิภาคยังสามารถรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลไว้ได้มากเพียงใด ขณะที่อิทธิพลต่อมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบนิเวศเอไอของอาเซียน อาจเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลประเทศสมาชิกยังประเมินต่ำเกินไป







