
EASYRICE ดึง AI พัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ตั้งเป้าผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่
EASYRICE ต่อยอด AI จากระบบตรวจสอบคุณภาพข้าว สู่แพลตฟอร์มปรับปรุงพันธุ์ ร่วมมือ NVIDIA สวทช. กรมการข้าว และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมทดลองใช้งานในไทยและเวียดนาม
KEY
POINTS
- บริษัท EASYRICE ใช้เทคโนโลยี AI พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยวิเคราะห์และคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีหลายด้านพร้อมกัน เช่น ปริมาณผลผลิต ความต้านทานโรค และการทนต่อสภาพอากาศ
- ตั้งเป้าหมายหลักในการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 1.5 ตันต่อไร่ ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพเมล็ดและรสชาติให้ตรงตามความต้องการของตลาด
- การนำ AI มาประยุกต์ใช้คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการพัฒนาพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ใช้เวลาหลายปี ให้สั้นลงเหลือประมาณ 2 ปี
นายภูวินทร์ คงสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซีไรช์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด หรือ EASYRICE เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทกำลังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาต่อยอดจากระบบตรวจสอบคุณภาพและสายพันธุ์ข้าว สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยบริษัทได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้จาก NVIDIA เพื่อนำมาพัฒนาโมเดล AI ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กรมการข้าว และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยวิเคราะห์ คัดเลือก และประเมินพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปริมาณผลผลิต ความต้านทานโรค อายุเก็บเกี่ยว การทนต่อสภาพอากาศร้อน และการใช้น้ำน้อย”
นายภูวินทร์ กล่าวว่า กระบวนการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิมต้องคัดเลือกคุณลักษณะเป็นรายคู่ และใช้เวลาทดลองหลายปี ขณะที่ AI สามารถนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์พร้อมกัน เพื่อช่วยคัดเลือกพันธุ์ที่มีศักยภาพก่อนนำไปทดลองจริง โดยตัวอย่างการใช้ AI เพื่อปรับปรุงพันธุ์ในประเทศจีนสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์จากประมาณ 10 ปี เหลือประมาณ 2 ปี ซึ่ง EASYRICE ต้องการนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทย
ตั้งเป้าผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่
EASYRICE ตั้งเป้าพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ให้ผลผลิตระดับ 1.5 ตันต่อไร่ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพเมล็ด รสชาติ ความสม่ำเสมอของผลผลิต ความต้านทานโรค และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าวไม่ได้มุ่งเพิ่มผลผลิตเพียงด้านเดียว แต่ต้องให้ได้คุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและตลาดส่งออก รวมถึงช่วยลดแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
ในระยะ 3 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนนำพันธุ์ข้าวที่ผ่านการพัฒนาด้วย AI ไปทดลองปลูกกับเกษตรกร เพื่อประเมินผลในภาคสนาม โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าว
ทดลองแพลตฟอร์มในไทยและเวียดนาม
ปัจจุบัน EASYRICE เริ่มนำแพลตฟอร์มไปทดลองใช้งานในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อเพิ่มข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล AI และประเมินประสิทธิภาพของระบบในสภาพแวดล้อมจริง โดยข้อมูลพันธุ์ข้าวของไทยที่นำมาใช้ฝึกโมเดลยังอยู่ในระดับหลักพันรายการ ขณะที่เวียดนามมีฐานข้อมูลระดับหลายแสนรายการ ทำให้มีปริมาณข้อมูลสำหรับพัฒนา AI มากกว่าไทย
เวียดนามยังได้เปรียบจากการเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทำให้สามารถนำพันธุกรรมข้าวจากหลายประเทศมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาได้ ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม นอกจากนี้ระบบผลตอบแทนจากการพัฒนาพันธุ์ข้าวของเวียดนามยังสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยและภาคเอกชนลงทุน โดยพันธุ์ข้าวที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ระดับหลายร้อยล้านบาทต่อปี ส่วนประเทศไทย ผลตอบแทนจากการพัฒนาพันธุ์ข้าวยังอยู่ในระดับต่ำ จึงยังไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนด้านการปรับปรุงพันธุ์ในวงกว้าง
เปิดใช้งานฟรี เพิ่มข้อมูลฝึก AI
ในระยะแรก EASYRICE เปิดให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องใช้งานแพลตฟอร์มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มปริมาณข้อมูลและให้ระบบเรียนรู้ได้แม่นยำขึ้น โดยเริ่มได้รับผลตอบรับจากผู้ใช้งานในไทยและเวียดนามแล้ว บริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นพันธุ์ข้าวใหม่ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปีหน้า และประเมินว่า หากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยหลักนำแพลตฟอร์มไปใช้ แต่ละหน่วยงานอาจพัฒนาพันธุ์ใหม่ได้ประมาณ 1-2 สายพันธุ์ต่อปี หรือรวมเกือบ 10 สายพันธุ์ต่อปี
นายภูวินทร์กล่าวว่า การมีพันธุ์ข้าวใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและตลาดข้าว รวมถึงทำให้สามารถเลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่และความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
ต่อยอดจาก AI ตรวจคุณภาพข้าว
ก่อนพัฒนาแพลตฟอร์มปรับปรุงพันธุ์ EASYRICE เริ่มต้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI สำหรับตรวจสอบคุณภาพและสายพันธุ์ข้าว โดยผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ EASYRICE MO ระบบตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร โดยขณะนี้ได้พัฒนา M02 เวอร์ชันใหม่ รองรับการตรวจสอบข้าวหลากหลายประเภท ทั้งข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวนึ่ง สามารถอัปโหลดภาพได้สูงสุด 4 ภาพ มีระบบสแกนต่อเนื่อง และแสดงผลการตรวจสอบในรูปแบบกราฟพร้อมข้อมูลเชิงลึกของเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ด ผู้ใช้งานสามารถเรียกดูประวัติการตรวจสอบย้อนหลัง กำหนดมาตรฐานการตรวจสอบได้เอง และนำข้อมูลไปใช้ควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และ EASYRICE MP ระบบตรวจสอบพันธุ์ข้าวเปลือก ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอนการตรวจสอบ และลดความคลาดเคลื่อนจากการประเมินด้วยสายตา ซึ่งมีฐานข้อมูลมากกว่า 200 ล้านเมล็ด รองรับการจำแนกข้าวมากกว่า 84 สายพันธุ์ และใช้เวลาตรวจสอบไม่ถึง 2 นาที
EASYRICE ยังเปิดตัวระบบ ERP สำหรับธุรกิจข้าว เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า การผลิต การขาย และการเงินไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมเชื่อมต่อผลการตรวจสอบจากเครื่อง EASYRICE MP และ EASYRICE M02 เข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ และยังมีระบบยังมี AI Assistant ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ตอบคำถาม และสรุปรายงานให้ผู้บริหาร ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดข้อผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูล ลดการใช้เอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนธุรกิจ
ปัจจุบันเทคโนโลยีของ EASYRICE มีผู้ใช้งานแบบสมาชิกรายเดือน 600 ราย โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1,000 รายในปีนี้ โดยบริษัททำงานร่วมกับเกษตรกร โรงสี ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าข้าวในประเทศไทย พร้อมขยายการใช้งานไปยังเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ
นายภูวินทร์ กล่าวว่า EASYRICE ประเมินว่า การประยุกต์ใช้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจในอุตสาหกรรมข้าวได้ราว 18-25% จากการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์มาสนับสนุน การตัดสินใจ และเตรียมเปิดตัวโซลูชัน AI สำหรับภาคการผลิตเพิ่มเติมในช่วงต้นปีหน้า เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Rice Industry ของไทยในอนาคต






