
อว.ถก Grab เร่งผลักดัน AI สู่ SME-ไรเดอร์-สตาร์ทอัพ ยกระดับเศรษฐกิจไทย
“ยศชนัน” หารือ Grab เร่งนำ AI เข้าสู่เศรษฐกิจไทย ผ่าน NIA-Grab Academy เชื่อมสตาร์ทอัพกว่า 2,000 ราย เปิด Sandbox ทดสอบเทคโนโลยี หวังเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ
KEY
POINTS
- กระทรวง อว. ร่วมมือกับ Grab ผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่ผู้ประกอบการรายย่อย, ไรเดอร์ และ SME เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ
- จัดตั้ง "NIA-Grab Academy" เพื่อนำ AI มาใช้พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ทั้งในด้านการบริหารธุรกิจ การตลาด และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ
- เชื่อมโยงเครือข่ายสตาร์ทอัพของ NIA กว่า 2,000 ราย เข้ากับ Grab เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน ขยายตลาดสู่ภูมิภาค และพัฒนาโซลูชันจากโจทย์ธุรกิจจริง
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับทีมผู้บริหาร Grab ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปสู่ทุกมิติของเศรษฐกิจไทย เพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า ไรเดอร์ หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ AI เข้าถึงคนไทยหลายล้านคนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคำตอบไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด แต่สามารถอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ประชาชนใช้งานอยู่ทุกวัน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม
ปรับบทบาทรัฐ สู่ผู้เชื่อมระบบนิเวศ AI
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ภาครัฐไม่จำเป็นต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ควรปรับบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยง (Connector) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจจริง
ช่วยประชาชน ภาคธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีได้เร็ว
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีได้รวดเร็ว ลดต้นทุนการดำเนินนโยบาย และสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
ผุด NIA-Grab Academy ยกระดับผู้ประกอบการไทย
หนึ่งในความร่วมมือสำคัญคือการจัดตั้ง NIA-Grab Academy เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาทักษะ (Upskill) และเพิ่มทักษะใหม่ (Reskill) ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งการบริหารธุรกิจ การทำตลาด การใช้ข้อมูล และการต่อยอดศักยภาพร้านอาหารไทยสู่ตลาดต่างประเทศ
รัฐบาลมองว่า ผู้ประกอบการรายเล็กในปัจจุบันมีโอกาสเติบโตเป็นแบรนด์ส่งออกของไทยในอนาคต หากได้รับเครื่องมือและองค์ความรู้ด้าน AI อย่างเหมาะสม
เชื่อมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดภูมิภาค
อีกหนึ่งความร่วมมือคือการเปิดโอกาสให้เครือข่ายสตาร์ทอัพกว่า 2,000 รายของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เชื่อมต่อกับ Grab เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และขยายตลาดไปยังระดับภูมิภาค
ความร่วมมือนี้จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
เปิดโจทย์ธุรกิจจริง สร้างลูกค้ารายแรกให้สตาร์ทอัพ
นอกจากนี้ Grab เตรียมเปิดโจทย์จากภาคธุรกิจจริง ทั้งด้านยานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Vehicle) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยเข้ามาพัฒนาโซลูชันตอบโจทย์อุตสาหกรรม
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้สตาร์ทอัพมี "ลูกค้ารายแรก" ตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงธุรกิจ
พร้อมกันนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้ง Sandbox สำหรับทดสอบเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) และนวัตกรรมใหม่ในพื้นที่จริง เพื่อเร่งการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ต้องการเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสตาร์ทอัพในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีทักษะสูงขึ้น สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลกในระยะยาว







