
ทรู เปิดยุทธศาสตร์ AI Native ชู 3 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
ทรู คอร์ปอเรชั่น กางโรดแมป AI Native ปูพรม 3 เสาหลัก ดัน AI ขับเคลื่อนผลิตภาพ-โครงข่าย-บริการ ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่
KEY
POINTS
- ทรูประกาศยุทธศาสตร์ "AI Native" เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยมุ่งยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน
- ชู 3 เสาหลักในการดำเนินงาน ได้แก่ AI for All (พัฒนาบุคลากรและส่งเสริมการเข้าถึง), AI Powered Operations (เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโครงข่าย) และ AI Growth Engine (สร้างการเติบโตและรายได้ใหม่)
- มีการนำ AI มาประยุกต์ใช้จริงแล้ว เช่น ระบบ "จีนนี่" (Genie) สำหรับดูแลโครงข่าย และผู้ช่วยออนไลน์ "มะลิ" (Mali) เพื่อให้บริการลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล
นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน AI Revolution SHIFT 2569 Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า แม้ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังไม่ถึงขั้นเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่บทบาทของ AI ได้เริ่มปรากฏชัดเจน โดยเฉพาะในภาคเอกชนซึ่งองค์กรขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและยกระดับผลิตภาพของประเทศ
ทั้งนี้ ทรูมองว่าหน้าที่ขององค์กรไม่ได้มีเพียงการสร้างการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศให้ก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดยการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มต้นมาแล้วประมาณ 4-5 ปี และกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีใหม่ไปสู่ “ซูเปอร์พาวเวอร์” ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
สำหรับการก้าวสู่การเป็น AI Native ทรูได้วางยุทธศาสตร์หลักไว้ 3 เสา ได้แก่
AI Powered Operations: การนำ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กร โดยเฉพาะงานปฏิบัติการด้านโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์โครงข่าย คาดการณ์ปัญหา และช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบที่ชื่อว่า “จีนนี่ (Genie)” ซึ่งพัฒนาจาก AI Agent ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถดำเนินการแก้ปัญหาได้แบบเรียลไทม์ เช่น การเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิกอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหา รวมถึงมีความสามารถด้าน Self-healing หรือการฟื้นฟูระบบด้วยตัวเอง ช่วยเพิ่มเสถียรภาพโครงข่ายและลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ
AI Growth Engine: การใช้ AI เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตและรายได้ใหม่ โดยทรูลงทุนด้าน Hyper-personalization เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก จากเดิมที่ใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่เมื่อ Generative AI (GenAI) เข้ามา ทำให้ต่อยอดไปสู่การให้บริการแบบอัตโนมัติได้มากขึ้น เช่น ผู้ช่วยออนไลน์ “มะลิ (Mali)” ที่ให้บริการลูกค้าทั้งแบบแชทและเสียง สามารถตอบคำถามและจัดการคำขอของลูกค้าได้โดยตรง ส่งผลให้ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นและลดต้นทุนการดำเนินงาน
นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า ระบุเพิ่มเติมว่า AI ส่งผลอย่างมากต่อสายงานซอฟต์แวร์เอนจิเนียริ่งและการเขียนโค้ด เพราะสามารถเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมหาศาล และกำลังสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมา ขณะเดียวกันยังมีบทบาทในวงการการตลาดและดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพการหาลูกค้าได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI ไปใช้ยังไม่กระจายเท่ากันในทุกอุตสาหกรรม โลกยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ AI กำลังจะกลายเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจ
เขายังเชื่อว่าความเร็วของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รวดเร็วมากเมื่อเทียบกับการปฏิวัติทางเศรษฐกิจในอดีต โดย AI ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการเปลี่ยนภูมิทัศน์เทคโนโลยี และในอีก 5 ปีข้างหน้า โลกอาจเปลี่ยนไปอย่างมาก สำหรับสิ่งที่ทรูเชื่อว่าเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้คือ “คน” หรือทุนมนุษย์ เนื่องจากทรูลงทุนด้าน Data Analytics และ Machine Learning มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ทำให้มีทีมงานที่เป็นกระดูกสันหลังสำคัญ
ในท้ายที่สุด นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า ย้ำว่าในยุค AI สิ่งที่ไม่ควรหยุดคือ “การเรียนรู้” ทุกคนต้องเปิดใจต่อวิธีคิดและวิธีทำงานแบบใหม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสติปัญญามนุษย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสติปัญญาของเครื่องจักร และผู้ที่เรียนรู้ได้เร็วจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในยุคเศรษฐกิจ AI ต่อไป






