thansettakij
thansettakij
AWS ชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด แนะองค์กรเร่งปรับตัวรับ 5 เทรนด์

AWS ชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด แนะองค์กรเร่งปรับตัวรับ 5 เทรนด์

31 มี.ค. 69 | 07:01 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 07:20 น.

AWS กางโรดแมป AI ชู 5 เทรนด์หลักเปลี่ยนโลกธุรกิจ พร้อมเปิดตัวชิปอัจฉริยะประหยัดพลังงาน และนวัตกรรมหุ่นยนต์คลังสินค้าสุดล้ำ

KEY

POINTS

  • AWS ชี้ว่า AI ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อให้ได้เปรียบ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่รอดขององค์กรในปัจจุบัน และองค์กรที่ยังไม่ปรับตัวถือว่าตกขบวนไปแล้ว
  • องค์กรต้องเตรียมรับมือ 5 เทรนด์สำคัญ ได้แก่ AI ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนลงมือทำ, AI ที่เข้าใจข้อมูลได้หลายรูปแบบพร้อมกัน (multimodal) และ AI ที่ทำงานเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรได้จริง (AI Agents)
  • อีกสองเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือการเติบโตของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ให้ความยืดหยุ่น และความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งาน AI

นายโอลิวิเย่ร์ ไคลน์ (Olivier Klein) หัวหน้านักเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) กล่าวในงาน AI Revolution SHIFT 2569 จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทาง AI ในปีนี้และสิ่งที่อเมซอนกำลังพัฒนาอยู่ โดยเปิดการพูดด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้องค์กรหนึ่งได้เปรียบองค์กรอื่นอีกต่อไป เพราะทุกองค์กรต่างพากันนำ AI มาใช้ ดังนั้น องค์กรใดที่ยังไม่ขยับตัว ถือว่า “ตกขบวนไปแล้ว” คำถามที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าจะใช้ AI หรือไม่ แต่คือจะนำมาใช้ให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพแค่ไหน

เขาแนะนำว่า ควรมอง AI เป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง เหมือนที่มนุษย์เคยมีเครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยเร่งการทำงานในแต่ละยุค ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวหรือมองข้าม วิธีใช้AIที่ได้ผลในองค์กรคือ การมอบงานให้ AI แล้วให้ AI วางแผนเอง เรียกใช้ AI ตัวอื่นๆ ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และปรับปรุงแผนจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งอเมซอนก็ใช้ AI ในลักษณะนี้ตั้งแต่การจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงการออกแบบโฆษณาและการเขียนโค้ด โดยบริษัทอย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนา AI Claude ใช้ AI ช่วยนักพัฒนาเขียนโค้ดเกือบ 100% แล้วในปัจจุบัน

สำหรับ 5 เทรนด์ AI ที่กำลังบุกโลกองค์กรในปี 2569 ไคลน์ชี้ว่ามีแนวโน้มสำคัญที่กำลังขยายตัวเข้าสู่องค์กรอย่างรวดเร็ว ได้แก่

AWS ชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด แนะองค์กรเร่งปรับตัวรับ 5 เทรนด์

1.โมเดลที่คิดก่อนลงมือ: AI รุ่นใหม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจกระทำสิ่งใด ต่างจากในอดีตที่มักตอบสนองทันทีโดยไม่ผ่านการไตร่ตรอง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น

2.โมเดลที่เข้าใจหลายรูปแบบในคราวเดียว: AI สมัยใหม่ไม่ได้ประมวลผลแค่ข้อความแล้ว แต่สามารถเข้าใจรูปภาพ วิดีโอ เสียงพูด และเอกสารได้พร้อมกัน ไคลน์ยกตัวอย่างบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการเคลมประกัน เดิมทีลูกค้าต้องรอเจ้าหน้าที่มาดูสภาพรถและรอผลอนุมัติหลายวัน แต่ด้วยระบบใหม่ ลูกค้าเพียงถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหาย โทรศัพท์อธิบายเหตุการณ์ แล้วอัปโหลดเอกสาร AI จะประมวลผลทั้งหมดพร้อมกันและตัดสินใจจ่ายค่าสินไหมได้ภายใน 10 นาที

AWS ชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด แนะองค์กรเร่งปรับตัวรับ 5 เทรนด์ 3. AI ที่ลงมือทำ (AI Agents): นี่คือตัวแทน AI ที่เชื่อมต่อกับระบบงานจริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูล ระบบบัญชี หรือระบบจัดการสินค้า แล้วลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง เช่น ส่งอีเมล หรือสั่งซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าต้องระวังเรื่องความปลอดภัย ไม่ควรให้ AI เข้าถึงทุกส่วนของระบบองค์กรโดยไม่มีการควบคุม

4.ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สกำลังเติบโตแรง: โมเดลแบบเปิดให้ทุกคนนำไปใช้และพัฒนาต่อได้ฟรี กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นหรือต้องการควบคุมข้อมูลของตัวเอง

AWS ชี้ AI ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด แนะองค์กรเร่งปรับตัวรับ 5 เทรนด์

5.โครงสร้างพื้นฐานต้องประหยัดพลังงานมากขึ้น: ไคลน์เปรียบเทียบว่าการพยายามสร้าง AI ระดับ AGI หรือ AI ที่ฉลาดเท่ามนุษย์ด้วยการขยายโมเดลให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั้น เหมือนกับการพยายามเดินทางไปดาวอังคารด้วยการสร้างตึกให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะสร้างสูงแค่ไหนก็ไม่มีทางถึง

นอกจากนี้ ไคลน์ยังนำเสนอตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพปัญหาการใช้พลังงาน โดยการสอนโมเดล AI ยอดนิยมเพียงครั้งเดียว ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าการดูสตรีมมิ่งต่อเนื่องนานถึง 1.6 ล้านชั่วโมง หรือเกือบ 50 ปีไม่หยุดพัก ด้วยเหตุนี้ อเมซอนจึงลงทุนพัฒนาชิปประมวลผลของตัวเอง ได้แก่ Trainium สำหรับขั้นตอนการสอน AI และ Graviton สำหรับการนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งประหยัดพลังงานได้มากกว่าชิปทั่วไป ปัจจุบันอเมซอนเพิ่มชิปทั้งสองประเภทนี้เข้าสู่ศูนย์ข้อมูลทุกวัน ในปริมาณที่มากกว่าชิปจาก Intel, AMD และ NVIDIA รวมกัน

ในด้านความเป็นพันธมิตร ไคลน์ระบุว่าอเมซอนเปิดรับทุกค่าย โดยมีพาร์ตเนอร์หลักอย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) และล่าสุดยังประกาศความร่วมมือเพิ่มเติมกับ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ที่ใช้ระบบอเมซอนเช่นกัน องค์กรต้องมีความยืดหยุ่นในการสลับใช้โมเดลได้อย่างรวดเร็วเพราะโมเดลที่ดีที่สุดในวันนี้ อาจถูกแซงหน้าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ไคลน์ยังได้สาธิตความสามารถที่ แอนโทรปิก (Anthropic) เรียกว่า “Computer Use” ส่วนอเมซอนมีบริการชื่อ Nova Act ที่ AI สามารถมองเห็นหน้าจอและควบคุมเมาส์ได้เองเพื่อสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อเมซอน รวมถึงการแนะนำ Model Context Protocol หรือ MCP ซึ่งเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ทำให้AIคุยกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้เหมือนสาย USB-C โดยเขาสาธิตการใช้ MCP เชื่อมโมเดล Claude เข้ากับซอฟต์แวร์ Blender เพื่อสร้างโมเดลสามมิติ ทั้งที่ผู้ใช้ไม่มีความรู้เรื่องซอฟต์แวร์เลย

ช่วงสุดท้าย ไคลน์ได้เผยแพร่วิดีโอหุ่นยนต์ในคลังสินค้าอเมซอนที่ใช้ซอฟต์แวร์จำลองโลกเสมือนของ อินวิเดีย (NVIDIA) ที่ชื่อ Omniverse ในการฝึกฝนสถานการณ์ต่างๆ นับล้านรูปแบบในหนึ่งวัน และมีการพัฒนา “มือหุ่นยนต์” ที่ติดตั้งตัวรับสัมผัสเพื่อให้รู้สึกถึงความหนักเบาหรือความนุ่มของสินค้า รวมถึงหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์เพื่อทำงานในพื้นที่ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้ทันที โดยปิดท้ายว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมไหน แต่คือองค์กรไหนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เร็วกว่ากัน

 

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • AI
  • AWS