
ไมโครซอฟท์ เตือนภัยไซเบอร์ยุค AI พุ่ง แนะองค์กรตั้งรับด้วย Security Copilot
ไมโครซอฟท์ เผยรายงาน Digital Defense Report 2025 พบไทยติดอันดับ 29 โลกด้านการถูกโจมตีไซเบอร์ ชี้ยุค Generative AI เพิ่มพลังทั้งโจรและผู้ป้องกัน แนะองค์กรใช้โซลูชัน AI เสริมเกราะดิจิทัล
KEY
POINTS
- ไมโครซอฟท์เตือนว่า AI เป็นดาบสองคมที่ทำให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ได้รับผลกระทบสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
- รูปแบบการโจมตีที่น่ากังวลในยุค AI ได้แก่ มัลแวร์ที่สามารถเขียนโค้ดตัวเองใหม่ การขโมยรหัสผ่านซึ่งยังเป็นจุดอ่อนหลัก และการหลอกลวงทางสังคมโดยใช้ AI ปลอมแปลงตัวตน
- ไมโครซอฟท์แนะนำให้องค์กรใช้ Security Copilot ซึ่งเป็น AI ช่วยตรวจจับและรับมือภัยคุกคามโดยอัตโนมัติ ควบคู่กับการใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ Generative AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการทำงาน การสื่อสาร และการสร้างสรรค์ ไมโครซอฟท์ออกมาเตือนว่า “พลังของ AI” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นดาบสองคมที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพไซเบอร์ใช้เป็นอาวุธเพิ่มความซับซ้อนและประสิทธิภาพของการโจมตีเช่นกัน
ข้อมูลจาก รายงาน Digital Defense Report 2025 ของไมโครซอฟท์ ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 ของโลก และ อันดับ 11 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้านจำนวนองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 4% ของเหยื่อทั้งหมดในภูมิภาค
สะท้อนว่าภัยคุกคามไซเบอร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ทุกองค์กรต้องตระหนัก แม้จะยังตามหลังประเทศเป้าหมายหลักอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรืออิสราเอล แต่แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไทยกำลังตกอยู่ในวงจรภัยไซเบอร์ระดับโลกอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน ยุคของ มัลแวร์ฝัง Generative AI ได้ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ เนื่องจากมัลแวร์ประเภทนี้สามารถ “เขียนโค้ดใหม่” เพื่อเปลี่ยนวิธีการโจมตีให้เข้ากับระบบเป้าหมายโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป ทำให้กระบวนการโจมตีมีความเร็วและยืดหยุ่นสูง ไมโครซอฟท์จึงเสนอแนวทางการป้องกันผ่านโซลูชัน Security Copilot เครื่องมือ AI เพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อเหตุผิดปกติแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยได้ถึง 30% ต่อเคส หรือเฉลี่ย 2.7 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจวางแผนรับมือภัยไซเบอร์ในอนาคต
นอกจากภัยเทคนิคแล้ว ไมโครซอฟท์ยังเตือนถึง ภัยทางสังคมในยุค AI ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การหลอกลวงโดยใช้ AI ปลอมเสียงหรือใบหน้าคนรู้จัก การปลอมตัวเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือสร้างข่าวปลอมจำนวนมากในโลกออนไลน์เพื่อชักจูงความเชื่อของผู้คน วิธีป้องกันที่เรียบง่ายแต่ได้ผลคือ “การตรวจสอบแหล่งที่มา” และ “การยืนยันตัวตนของผู้ติดต่อ” ก่อนส่งข้อมูลสำคัญหรือทำธุรกรรมใด ๆ
เพื่อยกระดับการป้องกันในระดับโครงสร้าง ไมโครซอฟท์ได้เดินหน้าโครงการ Secure Future Initiative (SFI) ซึ่งเป็นนโยบายหลักด้านความปลอดภัยทั่วโลก โดยกำหนดให้ทุกผลิตภัณฑ์และบริการของไมโครซอฟท์ต้อง “ออกแบบโดยมีความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ” พร้อมตั้งค่ามาตรฐานความปลอดภัยไว้ล่วงหน้า (Secure by Default) มีระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อแจ้งเตือนภัยให้ลูกค้าทันต่อสถานการณ์
SFI ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและแนวทางแก้ไขให้สาธารณะเมื่อเหตุภัยถูกยับยั้ง เพื่อให้ระบบนิเวศดิจิทัลทั่วโลกสามารถเรียนรู้และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของไมโครซอฟท์ที่เชื่อว่า “ทุกนวัตกรรมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย”

