thansettakij
thansettakij
รางวัลโนเบลการแพทย์ 2026 ยกย่อง Optogenetics ไขความลับเซลล์ประสาท

รางวัลโนเบลการแพทย์ 2026 ยกย่อง Optogenetics ไขความลับเซลล์ประสาท

06 ต.ค. 69 | 07:40 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 07:41 น.

รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ 2026 มอบให้ 3 นักวิจัยผู้ค้นพบเทคโนโลยี Optogenetics เปิดทางศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองที่มีชีวิต และพัฒนาสู่การรักษา

KEY

POINTS

  • รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2026 มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ 3 ท่าน ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีออปโตเจเนติกส์ (Optogenetics) ที่ใช้แสงเพื่อควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาท
  • เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาและไขความลับการทำงานของวงจรประสาทในสมองที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจพฤติกรรมและการทำงานของร่างกายหลายด้าน
  • ออปโตเจเนติกส์มีศักยภาพในการต่อยอดทางการแพทย์ เช่น การทดลองฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม และแนวทางการพัฒนาประสาทหูเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ประจำปี 2026 มอบให้ คาร์ล ไดเซอรอธ (Karl Deisseroth), ปีเตอร์ เฮเกมันน์ (Peter Hegemann) และเกออร์ก นาเกล (Georg Nagel) จากการค้นพบเกี่ยวกับ ช่องไอออนที่ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยแสง (light-gated ion channels) และออปโตเจเนติกส์ (Optogenetics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้นักวิจัยศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองที่ยังมีชีวิตได้อย่างละเอียด

จุดสำคัญของ Optogenetics คือการใช้แสงเพื่อควบคุมหรือศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้นักวิจัยสามารถระบุได้ว่าเซลล์ประสาทใดในกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีความซับซ้อน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมองแต่ละด้าน

 

 

จากเทคโนโลยีดังกล่าว นักวิจัยสามารถค้นพบวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหลายรูปแบบ ทั้งการรับรู้ความเจ็บปวด พฤติกรรมทางสังคม ความกระหายน้ำ การบริโภคอาหาร ระบบการให้รางวัล และความสนใจ รวมถึงเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะชีวภาพของร่างกาย และการทำให้เกิดไข้เมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น

รางวัลโนเบลการแพทย์ 2026 ยกย่อง Optogenetics ไขความลับเซลล์ประสาท

จากงานวิจัยสมอง สู่แนวทางรักษา

ความก้าวหน้าของ Optogenetics ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาการทำงานของสมอง แต่ยังเริ่มถูกนำไปศึกษาต่อยอดในทางการแพทย์ โดยหนึ่งในแนวทางที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก คือการฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจาก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากพันธุกรรม (Retinitis Pigmentosa) ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายเซลล์รับแสงชนิดแท่งและชนิดกรวยในดวงตา

 

ในการทดลอง นักวิจัยนำโปรตีนที่มีลักษณะคล้าย Channelrhodopsin เข้าไปในจอประสาทตาของผู้ที่ตาบอด ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามองเห็นได้บางส่วน

เมื่อใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่ปล่อยแสง ผู้ป่วยสามารถแยกแยะและหยิบจับวัตถุที่วางอยู่บนโต๊ะได้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำหลักการ Optogenetics จากงานวิจัยด้านระบบประสาทไปสู่แนวทางการรักษา

ลุ้นต่อยอดประสาทหูเทียม

อีกหนึ่งความหวังคือการนำ Optogenetics มาประยุกต์ใช้กับ ประสาทหูเทียม (Cochlear Implant) ซึ่งปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในการกระตุ้นเส้นประสาทการได้ยิน

หากสามารถนำหลักการของ Optogenetics มาใช้กับประสาทหูเทียมได้ การกระตุ้นเส้นประสาทการได้ยินด้วยแสงอาจช่วยให้สามารถกำหนดตำแหน่งและกระตุ้นเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

การค้นพบของ คาร์ล ไดเซอรอธ, ปีเตอร์ เฮเกมันน์ และเกออร์ก นาเกล จึงเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาว่าเซลล์ประสาทแต่ละกลุ่มทำหน้าที่อย่างไร และเปิดทางให้เทคโนโลยีที่ใช้แสงควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทถูกพัฒนาต่อไปทั้งในงานวิจัยสมองและการแพทย์