thansettakij
thansettakij
“วัส ติงสมิตร” เปิด 2 ทางออกวิกฤต กสทช. หลังประชุมล่มครั้งที่ 8

“วัส ติงสมิตร” เปิด 2 ทางออกวิกฤต กสทช. หลังประชุมล่มครั้งที่ 8

04 ก.ย. 69 | 05:38 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 06:45 น.

ผ่าวิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 วาระค้างกว่า 170 เรื่อง เปิด 2 ทางออกตามหลักกฎหมาย ลดสุญญากาศกำกับดูแลสื่อสาร-โทรคมนาคม กระทบความเชื่อมั่นลงทุน

KEY

POINTS

  • การประชุม กสทช. ล่มเป็นครั้งที่ 8 เนื่องจากความขัดแย้งและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธาน ทำให้มีวาระสำคัญค้างพิจารณากว่า 171 เรื่อง
  • นายวัส ติงสมิตร เสนอทางออกแรก คือการเร่งรัดกระบวนการทางศาลปกครองเพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อลดปัญหาความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
  • ทางออกที่สองคือให้กรรมการที่เหลือหารือเพื่อเดินหน้าการประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม โดยยึดหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะและพิจารณาวาระเร่งด่วนก่อน

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความว่า วิกฤตการบริหารภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” ยกระดับขึ้นอีกครั้ง หลังการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ซึ่งกำหนดประชุมต่อเนื่องระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ไม่สามารถเดินหน้าพิจารณาวาระได้ตามกำหนด

การประชุมวันที่ 3 กันยายนต้องเลื่อนออกไป หลังศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. แจ้งติดภารกิจกะทันหัน ส่งผลให้การประชุมสะดุดเป็นครั้งที่ 8 ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งภายในและข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช.

ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า มีวารอการพิจารณารวม 171 วาระ ในจำนวนนี้เป็นวาระที่มีกำหนดเวลาตามกฎหมาย 71 วาระ และเกี่ยวข้องกับการอนุญาตและกำกับกิจการโทรคมนาคม 49 วาระ สะท้อนว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งภายในองค์กร แต่กำลังกระทบกระบวนการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศโดยตรง

 

เว็บไซต์สำนักงาน กสทช. ระบุว่า การประชุมครั้งที่ 25/2569 มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 2 กันยายน เวลา 09.30–16.30 น. และวันที่ 3 กันยายน เวลา 13.30–16.30 น. ขณะที่สำนักงาน กสทช. เคยกำหนดวันประชุมเพิ่มเติมตลอดเดือนกันยายน เพื่อเร่งพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ สำนักงาน กสทช.

วาระค้างกระทบธุรกิจ–เพิ่มความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์

ภาวะชะงักงันของ กสทช. มีนัยต่อผู้ประกอบการและนักลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ โทรทัศน์ และบริการดิจิทัล เพราะมติของ กสทช. เชื่อมโยงกับการออกและต่ออายุใบอนุญาต การจัดสรรคลื่นความถี่ การกำกับการแข่งขัน ตลอดจนทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล

หนึ่งในวาระสำคัญคือการจัดทำโรดแมปทีวีดิจิทัล ก่อนใบอนุญาตประกอบกิจการเดิมทยอยสิ้นสุดลง รวมถึงการกำหนดทิศทางรับมือการแข่งขันจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ OTT ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการข้ามชาติ

หากการตัดสินใจเชิงนโยบายล่าช้า ผู้ประกอบการอาจเผชิญความไม่แน่นอนในการวางแผนลงทุน ขณะที่ตลาดทุนต้องเพิ่มน้ำหนัก “ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์” หรือ Regulatory Risk เข้าไปในการประเมินมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้อง

 

ปมคำสั่งศาลปกครองสูงสุด จุดเริ่มการตีความต่างขั้ว

ชนวนสำคัญของความขัดแย้งรอบล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ให้รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ไว้พิจารณา ในคดีที่ยื่นฟ้องเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เกี่ยวกับการสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.

คำสั่งดังกล่าวนำไปสู่การตีความทางกฎหมายอย่างน้อย 2 แนวทาง โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เหตุผลในคำสั่งศาลสะท้อนว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลต่อสถานะของประธาน กสทช. และเมื่อยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราว กรรมการที่เหลือจึงควรเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อไม่ให้ภารกิจสาธารณะหยุดชะงัก

อีกฝ่ายเห็นว่า คดีเกี่ยวกับสถานะของประธานยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล จึงไม่ควรดำเนินการที่อาจกระทบต่อสถานภาพและอำนาจหน้าที่ จนกว่าจะมีความชัดเจนเพียงพอในทางกฎหมาย

ความแตกต่างดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนปมสำคัญว่า ใครมีอำนาจเรียกประชุม ใครสามารถทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม และมติที่เกิดขึ้นจะมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายเพียงใด

ต้องแยก “ศาลรับฟ้อง” ออกจาก “ศาลชี้ขาดเนื้อหาคดี”

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ให้ข้อสังเกตว่า การวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองสูงสุดต้องแยกระหว่างขั้นตอนการรับคำฟ้องไว้พิจารณา กับการพิพากษาชี้ขาดเนื้อหาของข้อพิพาท

การที่ศาลรับคำฟ้อง หมายความว่า ศาลเห็นว่าคดีผ่านเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เช่น ผู้ฟ้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายและมีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

อย่างไรก็ตาม การรับฟ้องไม่ได้มีความหมายโดยอัตโนมัติว่า ศาลได้พิพากษาแล้วว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือคู่กรณีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะคดี ประเด็นในเนื้อหายังคงต้องผ่านการพิจารณาของศาลปกครองกลางต่อไป

ดังนั้น การนำเหตุผลจากคำสั่งในชั้นพิจารณาเงื่อนไขการฟ้องไปสรุปเด็ดขาดว่า ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งแล้ว อาจเป็นการตีความล่วงหน้าเกินกว่าผลของคำสั่งศาลในขั้นตอนดังกล่าว

เช่นเดียวกับการอ้างวันที่ประธาน กสทช. ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า ศาลระบุวันดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยเรื่องผลของคำสั่งทางปกครอง หรือเพื่อใช้คำนวณระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีเท่านั้น

มาตรา 42 สองฉบับกฎหมาย ต้องไม่ตีความปะปนกัน

ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “มาตรา 42” ที่ถูกกล่าวถึงในกรณีนี้มาจากกฎหมายคนละฉบับและมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ได้แก่

  • มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ วางหลักเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง

  • มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 วางหลักว่า คำสั่งทางปกครองมีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้ง และยังมีผลอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลลงด้วยเหตุอื่น

ด้วยเหตุนี้ “การมีสิทธิฟ้องคดี” และ “ผลบังคับของคำสั่งทางปกครอง” จึงเป็นคนละประเด็นทางกฎหมาย แม้ทั้งสองเรื่องจะเกี่ยวพันกันในคดีเดียวกันก็ตาม

กรรมการ 3 เสียงชี้คำสั่งยังมีผล หากศาลไม่สั่งทุเลา

ฝ่ายกรรมการ กสทช. 3 คน นำโดย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองและยังมีผลบังคับอยู่ เพราะการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไม่ทำให้คำสั่งทางปกครองหยุดการบังคับโดยอัตโนมัติ

ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ผลของคำวินิจฉัยจึงยังต้องได้รับการพิจารณาตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งกำหนดให้คำสั่งทางปกครองมีผลตั้งแต่วันที่ผู้เกี่ยวข้องได้รับแจ้ง สาระมาตรา 42

ฝ่ายกรรมการกลุ่มนี้จึงเห็นว่า กสทช. เท่าที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการปฏิบัติภารกิจขององค์กรและป้องกันไม่ให้บริการสาธารณะหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่าใครเป็นผู้มีอำนาจเรียกประชุมและทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมยังต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบการประชุมโดยละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้มติที่ออกมาถูกฟ้องโต้แย้งในภายหลัง

สำนักงาน กสทช. ชูหลักระมัดระวัง รอความชัดเจนจากศาล

ด้านฝ่ายบริหารของสำนักงาน กสทช. มีแนวทางระมัดระวังมากกว่า โดยเห็นว่า เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของประธานยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ควรดำเนินการใดที่อาจกระทบต่อสถานภาพหรือการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน

ข้อกังวลสำคัญคือ หากเปิดประชุมและมีมติในวาระต่าง ๆ โดยที่สถานะของผู้เรียกประชุมหรือประธานในที่ประชุมยังไม่ชัดเจน มติเหล่านั้นอาจถูกนำไปฟ้องขอให้ศาลเพิกถอน กระทบต่อทั้งผู้ได้รับใบอนุญาต คู่สัญญา ผู้ประกอบการ และบุคคลภายนอกที่สุจริต

วิกฤตครั้งนี้ยังซ้อนทับอยู่กับความขัดแย้งเดิมระหว่างกรรมการบางส่วนกับฝ่ายบริหารสำนักงาน โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการแต่งตั้งและต่อสัญญาตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ทำให้ปัญหาขยายจากข้อกฎหมายเฉพาะหน้าไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างภายในองค์กร

เปิด 2 ทางออกทางกฎหมาย ผ่าวิกฤต กสทช.

วัส ประเมินว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ กสทช. อาจเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” อย่างเต็มรูปแบบ และสร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ การกำกับดูแลกิจการสื่อสาร ตลอดจนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักลงทุน

ทางออกที่เป็นไปได้ภายใต้กรอบกฎหมายปกครองมีอย่างน้อย 2 แนวทาง ดังนี้

ทางออกที่ 1 เร่งขอความชัดเจนจากศาลปกครอง

  • แนวทางแรกคือ ผู้มีสิทธิหรือคู่กรณีในคดีดำเนินการตามกระบวนการต่อศาลปกครองกลาง เพื่อชี้แจงความเร่งด่วนและผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมขอให้ศาลเร่งพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

ส่วนกรรมการ กสทช. หรือบุคคลอื่นจะสามารถยื่นคำร้องหรือเข้ามาในกระบวนการด้วยสถานะใด ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิและฐานะของผู้ร้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครองอีกชั้นหนึ่ง ไม่ควรสรุปว่ากรรมการจำนวนหนึ่งสามารถยื่นคำร้องแทนคู่กรณีได้โดยอัตโนมัติ

หากศาลยกคำขอทุเลาการบังคับ ผลที่เกิดขึ้นจะหมายถึงศาลยังไม่เห็นเหตุเพียงพอที่จะระงับผลของคำวินิจฉัยในชั้นมาตรการชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดเนื้อหาคดี

ในทางกลับกัน หากศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ผลทางกฎหมายจะเป็นไปตามขอบเขตที่ศาลกำหนด ซึ่งอาจช่วยสร้างความชัดเจนต่อสถานะและอำนาจปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด

ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด คำสั่งศาลในชั้นมาตรการชั่วคราวจะช่วยลดพื้นที่สีเทาและทำให้ทุกฝ่ายมีกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น

ทางออกที่ 2 หารือเปิดประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม

  • อีกแนวทางคือ กรรมการที่เหลือหารือเพื่อเดินหน้าการประชุมภายใต้มาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยยึดหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ หรือ Principle of Continuity of Public Service

แนวทางนี้ตั้งอยู่บนหลักว่า ภารกิจของหน่วยงานรัฐและองค์กรกำกับดูแลไม่ควรหยุดลงเพราะตำแหน่งกรรมการว่างหรือเกิดข้อขัดข้องเกี่ยวกับตัวบุคคล โดยเฉพาะเมื่อมีวาระที่กระทบสิทธิของประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ก่อนเปิดประชุมต้องตอบข้อกฎหมายสำคัญให้ได้ว่า ใครมีอำนาจเรียกประชุม ใครมีอำนาจทำหน้าที่ประธาน องค์ประชุมครบถ้วนหรือไม่ และวาระประเภทใดสามารถนำมาพิจารณาได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติ

ทางเลือกหนึ่งอาจเป็นการจัดลำดับวาระเร่งด่วน โดยนำเรื่องที่มีกำหนดเวลาตามกฎหมาย เรื่องที่กระทบสิทธิประชาชน และเรื่องที่จำเป็นต่อความต่อเนื่องของบริการสาธารณะขึ้นพิจารณาก่อน พร้อมจัดทำความเห็นทางกฎหมายและบันทึกเหตุผลของมติไว้อย่างละเอียด

นักลงทุนต้องจับตาอะไร

สำหรับนักลงทุน ประเด็นที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงว่า การประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ แต่รวมถึงความสมบูรณ์ทางกฎหมายของมติและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการสะสางวาระค้าง ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

  • คำสั่งศาลปกครองกลางเกี่ยวกับการทุเลาการบังคับหรือมาตรการชั่วคราว

  • ความชัดเจนเรื่องสถานะและอำนาจหน้าที่ของประธาน กสทช.

  • รูปแบบการเรียกประชุมและการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

  • ความคืบหน้าของวาระด้านใบอนุญาต การกำกับโทรคมนาคม และคลื่นความถี่

  • โรดแมปทีวีดิจิทัลและแนวทางกำกับแพลตฟอร์ม OTT

  • ความเสี่ยงที่มติในช่วงเปลี่ยนผ่านจะถูกฟ้องขอให้เพิกถอน

วิกฤต กสทช. จึงไม่ใช่เพียงการช่วงชิงอำนาจภายในองค์กร แต่เป็นความเสี่ยงเชิงสถาบันที่อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

ทางออกจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และความมั่นคงแน่นอนของกฎหมาย เพราะการเร่งออกมติบนฐานอำนาจที่คลุมเครืออาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เปิดประตูสู่คดีระลอกใหม่ ขณะที่การหยุดทุกอย่างเพื่อรอคำพิพากษาก็อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนและผู้ประกอบการเกินกว่าจะเยียวยาได้

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้ “ประชุมได้” แต่ต้องทำให้ทุกมติที่ออกมาสามารถยืนอยู่ได้ทั้งต่อหน้าศาล ผู้ประกอบการ และสาธารณชน.