
Meta จ่ายสูงสุด 6.3 แสนล้านบาท ยุติคดีเด็กติดโซเชียล จำกัดใช้วันละ 2 ชม.
Meta ตกลงจ่ายเงินสูงสุด 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6.3 แสนล้านบาท เพื่อยุติคดีกับ 29 รัฐในสหรัฐ พร้อมปรับ Facebook และ Instagram จำกัดวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีใช้งานรวมไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
KEY
POINTS
- Meta ตกลงจ่ายเงินสูงสุด 6.3 แสนล้านบาท เพื่อยุติคดีที่ถูก 29 รัฐในสหรัฐฯ ฟ้องร้องว่าจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กและวัยรุ่นเสพติด
- ข้อตกลงกำหนดให้จำกัดเวลาใช้งาน Facebook และ Instagram สำหรับวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีในสหรัฐฯ รวมกันไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง
- นอกจากจำกัดเวลา ยังมีมาตรการอื่น ๆ เพื่อปกป้องเยาวชน เช่น ปิดการใช้งานช่วงกลางคืน ลดการแจ้งเตือนในเวลาเรียน และซ่อนจำนวนไลก์เป็นค่าเริ่มต้น
Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ตกลงจ่ายเงินสูงสุดประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6.3 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี เพื่อยุติคดีที่ 29 รัฐในสหรัฐกล่าวหาว่า บริษัทออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กและวัยรุ่นใช้งานต่อเนื่องจนเกิดการเสพติดและส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต พร้อมปรับมาตรการใช้งานสำหรับวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีในสหรัฐ
ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ Facebook และ Instagram จำกัดเวลาการใช้งานรวมไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวันสำหรับบัญชีวัยรุ่น พร้อมปิดการใช้งานช่วงกลางคืน ลดการแจ้งเตือนในเวลาเรียน ซ่อนจำนวนไลก์และปฏิกิริยา รวมถึงเพิ่มระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้
Meta จำกัดวัยรุ่นใช้ Facebook และ Instagram วันละ 2 ชั่วโมง
คดีของ Meta มี 29 รัฐในสหรัฐเป็นโจทก์ร่วม โดยกล่าวหาว่าบริษัทจงใจออกแบบ Facebook และ Instagram ให้เด็กและวัยรุ่นใช้งานต่อเนื่อง ผ่านฟีเจอร์อย่างฟีดที่เลื่อนดูได้ไม่สิ้นสุด ระบบอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐต่างๆ ระบุว่าช่วยให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น
รัฐต่างๆ ยังกล่าวหาว่า Meta เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย Children's Online Privacy Protection Act หรือ COPPA ของสหรัฐ รวมถึงกล่าวหาว่าบริษัทนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการฝึกระบบเอไอแบบสร้างเนื้อหา
อย่างไรก็ตาม Meta ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และการทำข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทยอมรับว่าทำผิด
หนึ่งในมาตรการสำคัญของข้อตกลงคือ การจำกัดเวลาใช้งาน Facebook และ Instagram ของผู้ใช้วัยรุ่นอายุ 13-17 ปีรวมกันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยข้อจำกัดดังกล่าวจะเป็นค่าเริ่มต้นของบัญชีวัยรุ่น และผู้ปกครองสามารถเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดได้ ขณะที่เวลาที่ใช้ส่งข้อความโดยตรง หรือ Direct Message จะไม่ถูกนับรวมใน 2 ชั่วโมง
นอกจากนี้ Facebook และ Instagram จะตั้งค่าให้ปิดการใช้งานสำหรับวัยรุ่นระหว่างเวลา 00.00-06.00 น. โดยผู้ปกครองสามารถอนุญาตให้ใช้งานในช่วงดังกล่าวได้
Meta ยังจะลดการแจ้งเตือนส่วนใหญ่ของวัยรุ่นในช่วงเวลาเรียน 08.00-15.00 น. ในวันเรียน และระบบจะแจ้งเตือนทุกครั้งที่วัยรุ่นใช้งาน Facebook หรือ Instagram ต่อเนื่องครบ 15 นาที เพื่อกระตุ้นให้หยุดพักหรือพิจารณาว่าจะใช้งานต่อหรือไม่
ขณะเดียวกัน Meta จะซ่อนจำนวนไลก์และปฏิกิริยาที่โพสต์ของวัยรุ่นได้รับเป็นค่าเริ่มต้น ห้ามผู้เยาว์ใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าที่มีลักษณะสุดโต่ง และเปิดทางให้วัยรุ่นปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ หรือ autoplay รวมถึงเลือกฟีดที่ไม่ได้เรียงเนื้อหาตามระบบแนะนำของอัลกอริทึมได้
มาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ภายใน 6 เดือน ส่วนระบบตรวจสอบอายุเพื่อค้นหาผู้ใช้ที่แจ้งอายุไม่ตรงกับความเป็นจริงจะใช้เวลาพัฒนาสูงสุดประมาณ 1 ปี และ Meta จะเปิดให้ผู้ตรวจสอบอิสระเข้ามาตรวจสอบว่าบริษัทดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่
เงิน 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ แบ่งจ่ายให้รัฐ
Meta ตกลงจ่ายเงินสูงสุดประมาณ 1.67 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่ 47 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เปอร์โตริโก อเมริกันซามัว และหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา โดยเงินส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็นงวดตลอด 10 ปี
ประมาณ 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นเงินที่ Meta รับประกันว่าจะจ่าย ส่วนอีกประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์จะจ่ายก็ต่อเมื่อ Snap ซึ่งเป็นเจ้าของ Snapchat, ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok และ Alphabet ซึ่งเป็นเจ้าของ YouTube ใช้มาตรการคุ้มครองเด็กในลักษณะเดียวกัน
รัฐต่างๆ จะนำเงินที่ได้รับไปใช้แตกต่างกัน บางรัฐจะนำเข้าสู่กองทุนทั่วไป ขณะที่บางรัฐจะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับโครงการด้านสุขภาพจิตเด็ก โดยแคลิฟอร์เนียอาจได้รับเงินประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ และนิวยอร์กประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเท็กซัสมีข้อตกลงกับ Meta แยกต่างหาก มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ผู้พิพากษาอีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส (Yvonne Gonzalez Rogers) ซึ่งดูแลคดีนี้ เป็นผู้อนุมัติข้อตกลงหลักเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 หลังคดีเข้าสู่การพิจารณาในศาลรัฐบาลกลางที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เพียงไม่กี่วัน
เดิมคดีนี้คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาหลายสัปดาห์ และมีมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta อยู่ในรายชื่อพยาน แต่การพิจารณาคดียุติลงก่อนที่เขาจะขึ้นให้การ
อดีตวิศวกร Meta ให้การเรื่องความปลอดภัยเด็ก
ก่อนคดีจะยุติ ศาลได้รับฟังคำให้การจากอาร์ตูโร เบฆาร์ (Arturo Béjar) อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของ Instagram ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้เปิดโปงข้อมูลภายในบริษัท
เบฆาร์ระบุว่า Meta มีแนวทางที่เขาเรียกว่า “ไม่ถาม ไม่บอก” หรือ “don't ask, don't tell” เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม โดยเขาเคยแจ้งผู้บริหารเกี่ยวกับปัญหาที่เด็กพบจากการใช้ Instagram แต่ไม่ได้รับการแก้ไขตามที่คาดหวัง
นอกจากนี้ เอกสารภายในบริษัทยังถูกนำมาใช้ในคดี โดยมีข้อมูลว่าฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ผู้ใช้ต้องกดเลือกเปิดเองมักมีคนใช้งานน้อย ขณะที่อดีตผู้บริหารคนหนึ่งถูกถามถึงข้อความในเอกสารภายใน ซึ่งระบุว่า ในบางกรณี Meta อาจเลือกจ่ายค่าปรับจากการละเมิดกฎแทนที่จะเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์
คดีอื่นของ Meta ยังเดินหน้าต่อ
การยุติคดีระหว่าง Meta กับรัฐต่างๆ ไม่ได้ทำให้คดีเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กทั้งหมดสิ้นสุดลง โดย Meta รวมถึงบริษัทอื่นอย่าง Google, TikTok และ Snapchat ยังเผชิญคดีอีกหลายร้อยถึงหลายพันคดีในศาลสหรัฐ จากบุคคล ครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2569 คณะลูกขุนในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินว่า Meta และ Google มีความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์ม และสั่งให้ทั้งสองบริษัทจ่ายเงินรวม 6 ล้านดอลลาร์ให้หญิงวัย 20 ปี ซึ่งระบุว่าเธอเริ่มเสพติด Instagram และ YouTube ตั้งแต่ยังเด็ก โดย Meta และ Google ระบุว่าจะอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว
ส่วนรัฐนิวเม็กซิโก Meta ถูกสั่งให้จ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2569 จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก นอกเหนือจากเงิน 375 ล้านดอลลาร์ที่คณะลูกขุนสั่งให้บริษัทจ่ายในคดีเดียวกันเมื่อเดือนมีนาคม
คดีนิวเม็กซิโกไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม โดยราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่า ข้อตกลงของ Meta กับรัฐอื่นไม่ได้ครอบคลุมมาตรการบางอย่างที่คดีของรัฐนิวเม็กซิโกผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น การป้องกันผู้ใหญ่ที่พยายามเข้าถึงเด็ก และการห้ามการสนทนาเชิงเพศระหว่างเด็กกับแชตบอตเอไอ
ขณะที่รัฐฟลอริดาไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงและเตรียมดำเนินคดีต่อ โดยอัยการสูงสุดรัฐฟลอริดาระบุว่า เงินที่จ่ายให้รัฐต่างๆ เป็นเพียงเศษเงินเมื่อเทียบกับความเสียหายที่ฟีเจอร์ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติดและขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของ Meta ก่อให้เกิดกับเด็ก
Meta เรียกร้อง TikTok Snap YouTube ใช้มาตรการเดียวกัน
Meta ระบุว่ามาตรการใหม่จะมีผลกับผู้ใช้วัยรุ่นในสหรัฐ และเรียกร้องให้ TikTok, Snapchat และ YouTube ใช้มาตรการที่คล้ายกัน เนื่องจากวัยรุ่นสามารถเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นได้
ซีเจ มาโฮนีย์ (CJ Mahoney) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Meta กล่าวว่า เนื่องจากวัยรุ่นเปลี่ยนไปมาระหว่างแอปหลายสิบแอป จึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ปัญหาในระดับอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ TikTok, Snap และ YouTube นำกรอบการทำงานใหม่นี้ไปใช้ทันที
หลายประเทศเร่งคุมโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก
ข้อตกลงระหว่าง Meta กับรัฐต่างๆ ในสหรัฐเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังทบทวนว่า เด็กและวัยรุ่นควรเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้มากน้อยเพียงใด และแพลตฟอร์มควรมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้อายุน้อยอย่างไร โดยแนวทางของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ตั้งแต่การจำกัดอายุ การกำหนดให้แพลตฟอร์มตรวจสอบอายุ ไปจนถึงการบังคับให้บริษัทปรับฟีเจอร์ที่อาจทำให้เด็กใช้งานนานเกินไป
ออสเตรเลียใช้แนวทางที่เข้มงวด โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนบริการที่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามหน้าที่ อาจถูกลงโทษทางการเงิน โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ในข่ายดังกล่าว ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok, YouTube, X, Reddit และบริการอื่นๆ ตามเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล eSafety
ส่วนสหภาพยุโรปไม่ได้ใช้วิธีห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะเดียวกับออสเตรเลีย แต่ใช้กฎกำกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินและลดความเสี่ยงที่บริการของแพลตฟอร์มอาจก่อให้เกิดกับเด็กและผู้ใช้ทั่วไป
ในเดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปแจ้งว่าอาจลงโทษ Meta หากบริษัทไม่ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์บางอย่าง หลังการประเมินเบื้องต้นพบว่า Facebook และ Instagram อาจไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการจัดการเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ โดยคณะกรรมาธิการยังอยู่ระหว่างหารือกับ Meta เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
ไทยศึกษาจำกัดโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี
ประเทศไทยเองกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีและประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กและเยาวชน โดยแนวคิดเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณา
ข้อมูลที่ สสส. นำมาอ้างถึงระบุว่า คนไทยใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เฉลี่ยเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่เด็กอายุ 0-2 ปี จำนวน 72.6% ได้รับเวลาหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้หน้าจอในช่วงวัยดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และการพัฒนาในด้านต่างๆ
นอกจากเรื่องเวลาใช้งานแล้ว สสส. ยังระบุว่า เด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงบนโลกออนไลน์หลายรูปแบบ เช่น การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การพนันออนไลน์ รวมถึงโฆษณาหรือเนื้อหาที่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม แนวทางของไทยในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาและพิจารณากฎหมาย ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดย สสส. ระบุว่ากำลังศึกษามาตรการของประเทศอื่น โดยเฉพาะออสเตรเลีย และทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์ ส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล และพัฒนาระบบสำหรับรายงานเนื้อหาที่เป็นอันตราย
ฟิล ไวเซอร์ (Phil Weiser) อัยการสูงสุดรัฐโคโลราโด กล่าวว่า สิ่งที่รัฐได้รับจากข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างมาก และมากกว่าสิ่งที่ศาลเคยมีคำสั่งหรือมีแนวโน้มว่าจะมีคำสั่ง พร้อมระบุว่าเป้าหมายของคดีคือการปกป้องเด็ก
ด้านเจฟฟ์ แจ็กสัน (Jeff Jackson) อัยการสูงสุดรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า การยุติคดีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มได้เร็วกว่า หากดำเนินคดีต่อไปอาจต้องรออีกหลายปีกว่าจะมีการปรับปรุง และระหว่างนั้นอาจมีเด็กอีกหนึ่งรุ่นต้องเผชิญความเสี่ยง






