
จีนยึดตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AgiBot-Unitree กวาด 74% โลก
Counterpoint Research เผยครึ่งแรกปี 69 ยอดส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกทะลุ 22,000 ตัว โตเกือบ 300% จีนครองตลาด ขณะที่การใช้งานเริ่มขยับจากงานวิจัยสู่โรงงานและโลจิสติกส์
KEY
POINTS
- ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน 2 ราย คือ AgiBot และ Unitree Robotics ครองส่วนแบ่งตลาดโลกรวมกันถึง 74.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
- ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยยอดจัดส่งทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- การใช้งานหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนจากการแสดงและวิจัย ไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้น เช่น โรงงานอัจฉริยะ คลังสินค้า และโลจิสติกส์
ตลาด หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) กำลังขยับเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเทคโนโลยีที่เคยอยู่ในห้องทดลอง งานสาธิต และเวทีแสดงสินค้า ไปสู่การนำมาใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตเริ่มเพิ่มกำลังการผลิต ขณะที่ต้นทุนและความสามารถของระบบปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลล่าสุดจาก Counterpoint Research ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หรือ H1 2569 ยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำเร็จรูปทั่วโลก ทะลุ 22,000 ตัว เพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนอัตราการเติบโตของตลาด แต่ยังชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ เมื่อผู้เล่นจีนขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำเกือบทั้งหมด
AgiBot ขึ้นเบอร์ 1 ครองตลาด 43.1%
ข้อมูลส่วนแบ่งยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า AgiBot ขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 43.1% หรือมียอดจัดส่งประมาณ 9,700 ตัว
ตามมาด้วย Unitree Robotics ที่มีส่วนแบ่งตลาด 31.1%
เพียงสองบริษัทนี้มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 74.2% หรือเกือบ 3 ใน 4 ของยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลก
อันดับถัดมา ได้แก่
- Galbot ส่วนแบ่งตลาด 5.0%
- UBTECH ส่วนแบ่งตลาด 4.4%
- Leju Robot ส่วนแบ่งตลาด 2.9%
- ผู้ผลิตรายอื่นรวมกัน 13.4%
Counterpoint Research ระบุว่า ผู้ผลิต 5 อันดับแรกมีส่วนแบ่งยอดจัดส่งรวมประมาณ 86% ของตลาดโลก สะท้อนโครงสร้างตลาดที่ยังมีการกระจุกตัวสูง
ที่สำคัญ ผู้ผลิตในกลุ่มผู้นำทั้งหมดเป็นบริษัทจากจีน ทำให้จีนกำลังมีบทบาทมากขึ้นทั้งในฐานะฐานการผลิต เทคโนโลยี และตลาดสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
จากหุ่นยนต์โชว์ สู่หุ่นยนต์ทำงานจริง
แม้การใช้งานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะยังอยู่ในกลุ่ม ความบันเทิงและการแสดง รวมถึงการเก็บข้อมูลและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก ซึ่งรวมกันคิดเป็นมากกว่า 60% ของยอดจัดส่งทั้งหมด
แต่โครงสร้างการใช้งานกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง
งานด้านบริการและการนำทางหรือให้ข้อมูล มีสัดส่วนประมาณ 19% ขณะที่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมเริ่มเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะ
- การผลิตอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing มีสัดส่วน 13%
- คลังสินค้าและโลจิสติกส์ มีสัดส่วน 5%
สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกนำไปทดลองแก้ปัญหาในพื้นที่ทำงานจริงมากขึ้น
จุดได้เปรียบของหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ คือสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่เดิมถูกออกแบบมาเพื่อมนุษย์ เช่น โรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน หรือสถานีขนส่ง โดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดใหม่เพื่อรองรับหุ่นยนต์โดยเฉพาะ
ครึ่งปีหลังจับตาโรงงาน-คลังสินค้า
Counterpoint Research ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โครงการทดลองหรือ Pilot Project ในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก มีแนวโน้มเข้าสู่การติดตั้งและใช้งานในระดับที่ใหญ่ขึ้น
พื้นที่ที่คาดว่าจะเห็นการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปใช้งานเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตอัจฉริยะ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ ศูนย์กลางการคมนาคม และอุตสาหกรรมยานยนต์
นั่นหมายความว่า โจทย์ของผู้ผลิตกำลังเปลี่ยนจากการทำให้หุ่นยนต์ “เดินได้ ทำงานได้ หรือสาธิตความสามารถได้” ไปสู่คำถามว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้ต่อเนื่องเพียงใด มีความแม่นยำแค่ไหน และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรได้จริงหรือไม่
ปี 69 ยอดส่งมอบจ่อทะลุ 50,000 ตัว
Counterpoint Research คาดว่า ตลอดปี 2569 ยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะ ทะลุ 50,000 ตัว เพิ่มขึ้นประมาณ 210% จากปีก่อน
หากเป็นไปตามคาด ปี 2569 จึงอาจเป็นอีกปีสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ เพราะตลาดกำลังเปลี่ยนจากช่วงพัฒนาเทคโนโลยีและทดลองใช้งาน ไปสู่การเริ่มสร้างตลาดเชิงพาณิชย์ในระดับที่ใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโมเดล AI ที่ฉลาดกว่า หรือผลิตหุ่นยนต์ได้จำนวนมากกว่าเท่านั้น
Counterpoint มองว่า จุดแข่งขันสำคัญจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ ความสามารถในการนำหุ่นยนต์เข้าไปใช้งานในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน การสร้างระบบข้อมูลรองรับการทำงาน และการปรับปรุงโมเดล AI ได้อย่างรวดเร็ว
กล่าวอีกด้านหนึ่ง ผู้ชนะในตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจไม่ใช่บริษัทที่สร้างหุ่นยนต์ได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นบริษัทที่สามารถทำให้หุ่นยนต์เข้าไปทำงานในโรงงาน คลังสินค้า หรือธุรกิจบริการได้จริง พร้อมสร้างข้อมูลกลับมาใช้พัฒนาระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อยอดจัดส่งกำลังเติบโตในระดับหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับผู้ผลิตจีนที่ยึดพื้นที่ตลาดส่วนใหญ่ไว้แล้ว การแข่งขันรอบใหม่ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงกำลังเคลื่อนจากสนามของ “เทคโนโลยี” ไปสู่สนามของ “การใช้งานจริงและความคุ้มค่าทางธุรกิจ” อย่างชัดเจน







