thansettakij
thansettakij
McKinsey ชี้ APAC ขึ้นแท่นศูนย์กลาง AI โลก ดันดาต้าเซ็นเตอร์โตแรง ไทยติดโผฐานลงทุนใหม่

McKinsey ชี้ APAC ขึ้นแท่นศูนย์กลาง AI โลก ดัน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' โตแรง

27 ก.ค. 69 | 04:43 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 04:44 น.

McKinsey เผยเอเชีย–แปซิฟิกกำลังก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ AI โลก คาดปี 2573 มีสัดส่วนความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ 34% ของโลก รองรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้รับอานิสงส์จีนเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Generative AI

KEY

POINTS

  • ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI และดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของโลก โดยเปลี่ยนจากตลาดรองรับการลงทุนมาเป็นตลาดที่เติบโตจากอุปสงค์ภายในภูมิภาคเอง
  • ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ถูกขับเคลื่อนโดยภาระงานด้าน AI ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นจนมีสัดส่วนถึง 50% ของภาระงานทั้งหมดภายในปี 2573
  • ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยดึงดูดผู้ให้บริการระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (Asia-Pacific: APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์โลก จากเดิมที่เป็นเพียงตลาดรองรับการขยายตัวของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ กลายเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น

ทั้งจากการเร่งนำ AI ไปใช้งานในภาคธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายสนับสนุน AI ของรัฐบาลหลายประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

รายงาน “Asia-Pacific data centers: A new center of gravity for AI infrastructure” ของ McKinsey & Company ระบุว่า เอเชีย–แปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “Spillover Market” ที่รับอานิสงส์จากการลงทุนของโลกตะวันตก สู่การเป็น “Regional Demand Market” ที่มีความต้องการใช้ AI และบริการคลาวด์เติบโตจากภายในภูมิภาคเอง ส่งผลให้ผู้ให้บริการ Hyperscaler ทั้งจากสหรัฐฯ และจีนต่างเร่งขยายการลงทุนเพื่อแย่งชิงโอกาสในตลาดแห่งนี้

ต้องลงทุน 217 ล้านล้านบาท รับความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์โลก

McKinsey ชี้ APAC ขึ้นแท่นศูนย์กลาง AI โลก ดัน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' โตแรง

McKinsey ประเมินว่า ห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะต้องใช้เงินลงทุนสะสมประมาณ 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 217.75 ล้านล้านบาท) ในช่วงปี 2568-2573 เพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก AI และคลาวด์

แม้อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่เอเชีย–แปซิฟิกกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญ โดยภายในปี 2573 ภูมิภาคนี้จะมีสัดส่วนความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 34% ของโลก ขณะที่อเมริกาเหนือจะอยู่ที่ประมาณ 46%

ผลสำรวจของ McKinsey ที่จัดทำกับผู้ให้บริการ Hyperscaler และองค์กรธุรกิจในเอเชีย–แปซิฟิกเมื่อปี 2568 พบว่า ปัจจุบันกว่า 70% ของภาระงานบนดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นงานด้านการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และบริการคลาวด์แบบดั้งเดิม ส่วนงาน AI Training และ AI Inference มีสัดส่วนราว 30%

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2573 สัดส่วนดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นประมาณ 50% งาน AI และ 50% งานประมวลผลแบบดั้งเดิม สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค

ยักษ์เทคทุ่มกว่า 5.2 ล้านล้านบาทสร้าง AI Infrastructure

McKinsey ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2569 ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จากสหรัฐฯ ได้แก่ Amazon Web Services (AWS), Google, Microsoft และ Oracle ได้ประกาศแผนลงทุนรวมกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนก็เร่งลงทุนเช่นกัน โดย Alibaba ประกาศลงทุนอย่างน้อย 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท) ในธุรกิจคลาวด์และ AI ทั่วโลกภายในระยะเวลา 3 ปี

ส่วน ByteDance มีแนวโน้มใช้เงินลงทุนด้าน AI Infrastructure ในปี 2569 เพียงปีเดียวประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 975,000 ล้านบาท) สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้ให้บริการ AI ระดับโลก

ไทยได้รับอานิสงส์ ติดทำเลยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์

รายงานของ McKinsey ระบุว่า นอกเหนือจากจีน การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกระจายไปยังประเทศสำคัญในเอเชีย ได้แก่ โจโฮร์ของมาเลเซีย ชลบุรีของไทย จาการ์ตาของอินโดนีเซีย มุมไบของอินเดีย และโอซากาของญี่ปุ่น

ประเทศไทยถูกยกเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของภูมิภาค หลัง Alibaba Cloud เปิดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่สองในประเทศไทยเมื่อปี 2568 เพื่อรองรับความต้องการด้าน Generative AI ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มฟินเทค ค้าปลีก และเทคโนโลยี

การที่ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเลือกลงทุนในไทย สะท้อนศักยภาพของประเทศในฐานะฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ความพร้อมของเครือข่ายโทรคมนาคม และความต้องการใช้บริการคลาวด์ของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จีนยังครองตลาดใหญ่สุด แต่ภูมิภาคเติบโตหลากหลาย

McKinsey คาดการณ์ว่า จีนแผ่นดินใหญ่จะยังเป็นตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย–แปซิฟิก โดยคิดเป็นมากกว่า 70% ของความต้องการทั้งภูมิภาคภายในปี 2573 หรือประมาณ 58 กิกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภูมิภาคไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในจีนเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการลงทุนของทั้งผู้ให้บริการคลาวด์ตะวันตกและจีน โดยประมาณ 70% ของความต้องการจากกลุ่ม Hyperscaler มาจากบริษัทตะวันตก และอีก 30% มาจากผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มของจีน

ตัวอย่างเช่น AWS ลงทุน 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 503,750 ล้านบาท) เพื่อขยายดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงโตเกียวและนครโอซากา ขณะที่ Alibaba Cloud เดินหน้าขยายการลงทุนในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ส่วน ByteDance กลายเป็นผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลายประเทศเร่งสร้าง AI Sovereignty

อีกหนึ่งแรงขับสำคัญคือการผลักดันยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติของหลายประเทศ

สิงคโปร์เดินหน้ายกระดับ AI เป็นขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ภายใต้ National AI Strategy 2.0 พร้อมจัดสรรงบลงทุนเพิ่มเติม 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 786 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25,545 ล้านบาท) ในช่วง 5 ปี เพื่อสนับสนุนการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศ AI

ด้านญี่ปุ่นได้เปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ABCI 3.0 เพื่อเสริมความมั่นคงทางเทคโนโลยี AI ของประเทศ ด้วยงบลงทุน 36,000 ล้านเยน หรือประมาณ 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,540 ล้านบาท)

จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ แต่ยังเปิดรับต่างชาติ

รายงานระบุว่า จีนกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ภายในประเทศ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย ไปจนถึงชิป AI เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนยังไม่ใช่ตลาดปิดเสียทั้งหมด เพราะยังเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติเข้าแข่งขันในกลุ่มเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยประสิทธิภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ระบบไฟฟ้ากำลัง ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทอย่าง Schneider Electric, Siemens และ Vertiv ยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาด

APAC กำลังกำหนดทิศทาง AI โลก

McKinsey สรุปว่า เอเชีย–แปซิฟิกไม่ได้เป็นเพียงภูมิภาครองรับการขยายตัวของตลาด AI จากโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่กำลังสร้างอุปสงค์จากภายในด้วยการลงทุนของภาคธุรกิจ การขยายบริการคลาวด์ และนโยบาย AI ระดับชาติของแต่ละประเทศ

สำหรับนักลงทุน ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ และผู้ผลิตอุปกรณ์ โอกาสทางธุรกิจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการเข้าใจโครงสร้างของตลาดในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ส่วนที่ยังเปิดรับเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ หรือส่วนของห่วงโซ่คุณค่าที่กำลังกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” ของอุตสาหกรรม AI

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงทำให้เอเชีย–แปซิฟิกเป็นศูนย์กลางใหม่ของการลงทุนด้านดิจิทัล แต่ยังเป็นภูมิภาคที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์โลกในทศวรรษหน้า