thansettakij
thansettakij
SECOM รุก Silver Economy เปิด Smart Security Care รับสังคมสูงวัย

เปิดโฉม Smart Security Care รับสังคมสูงวัย - Silver Economy

21 ก.ค. 69 | 04:37 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ค. 69 | 08:16 น.

SECOM เปิดตัว Smart Security Care ผสาน IoT ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับ กล่องยาอัจฉริยะ ปุ่มฉุกเฉิน ต่อยอดโมเดลญี่ปุ่นที่มีสัญญากว่า 1.62 ล้านราย รับไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าใคร

KEY

POINTS

  • ซีคอม (SECOM) เปิดตัวโซลูชัน “Smart Security Care” เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยและเจาะตลาด Silver Economy ในประเทศไทย
  • โซลูชันนี้ผสานเทคโนโลยี IoT และอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว กล่องยา และปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน เพื่อดูแลผู้สูงอายุครบวงจร
  • เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากตลาดญี่ปุ่น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปลอดภัย และสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัวที่ดูแลจากระยะไกล

ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าญี่ปุ่นถึง 6 ปี ซีคอม (SECOM) จับจังหวะนี้เปิดตัวโซลูชัน "Smart Security Care" ผสาน IoT ดูแลผู้สูงวัยครบวงจร ต่อยอดความสำเร็จจากตลาดญี่ปุ่นที่มีสัญญาบริการกว่า 1.62 ล้านสัญญา รุกตลาด Silver Economy ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด

นายเอกรัฐ วิภาณุรัตน์ กรรมการ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด (SECOM) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้ "AgeTech" หรือเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัย จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยบริษัทได้นำความเชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัยมาผสานกับนวัตกรรมอัจฉริยะ พัฒนาโซลูชัน "SECOM Smart Security Care" เพื่อรองรับทั้งกลุ่ม Silver Market และครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุจากระยะไกล

นายเอกรัฐ วิภาณุรัตน์ กรรมการ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด (SECOM)

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ประเทศไทยใช้เวลาเพียง 18 ปีในการเปลี่ยนผ่านจาก "สังคมสูงวัย" (Aging Society) สู่ "สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) ซึ่งเร็วกว่าญี่ปุ่นที่ใช้เวลามากกว่า 24 ปี และคาดว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ภายในปี 2576ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุข และรูปแบบการอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Silver Economy กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจพัฒนานวัตกรรมรองรับความต้องการของผู้สูงอายุ

 

จากแนวโน้มดังกล่าว SECOM  จึงประกาศเดินหน้ารุกตลาด Silver Economy อย่างจริงจัง ด้วยการนำเทคโนโลยี AgeTech (Ageing Technology) มาต่อยอดธุรกิจด้านความปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย และสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัว

ปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Panic Button) เชื่อมต่อโดยตรงกับ SECOM Control Center ที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ญี่ปุ่นต้นแบบตลาด AgeTech ดันไทยต่อยอด

นายเอกรัฐ กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแม่ของ Thai SECOM ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) แล้ว ส่งผลให้ความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน SECOM ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำด้านบริการรักษาความปลอดภัยที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ด้วยจำนวนสัญญาบริการรักษาความปลอดภัยที่พักอาศัยกว่า 1.62 ล้านสัญญา และนับตั้งแต่ปี 2560 จำนวนการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่มีผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป เติบโตมากกว่าสองเท่า สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์จากตลาดญี่ปุ่นจึงถูกนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการ SECOM Smart Security Care สำหรับประเทศไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเกิดขึ้น

ผสาน IoT ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

กล่องยาอัจฉริยะ (Medicine Box) แจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ดูแล หากผู้สูงอายุลืมรับประทานยา

สำหรับ SECOM Smart Security Care ได้รับการออกแบบให้เป็นโซลูชันดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และอุปกรณ์อัจฉริยะหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor) วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยไม่กระทบความเป็นส่วนตัว
  • กล่องยาอัจฉริยะ (Medicine Box) แจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ดูแล หากผู้สูงอายุลืมรับประทานยา
  • ปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Panic Button) เชื่อมต่อโดยตรงกับ SECOM Control Center ที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและประสานหน่วยแพทย์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย ขณะที่สมาชิกในครอบครัวสามารถติดตามและดูแลจากระยะไกลได้อย่างมั่นใจ

สอดรับนโยบายรัฐ รับมือสังคมสูงวัย

การพัฒนาโซลูชันดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ทั้งแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2566-2580) การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) และการผลักดัน Smart Healthcare เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรสูงวัยอย่างยั่งยืน

บริษัทตั้งเป้านำความเชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานญี่ปุ่น ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุที่ตอบโจทย์สังคมไทย โดยวางตำแหน่ง SECOM Smart Security Care ให้เป็นมากกว่าโซลูชันรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเครื่องมือสร้าง "ความอุ่นใจ" ให้ทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว พร้อมรองรับการเติบโตของตลาด Silver Economy ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต