
จีนทวงแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลก LineShine แซงสหรัฐฯ ขึ้นเบอร์ 1 TOP500
จีนกลับมาครองบัลลังก์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกในรอบ 8 ปี หลัง LineShine จากเซินเจิ้น ขึ้นอันดับ 1 TOP500 แซง El Capitan ของสหรัฐฯ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นเครื่องแรกที่ทะลุ 2 Exaflops ด้วย CPU ล้วน สะท้อนศักยภาพเทคโนโลยีจีนท่ามกลางมาตรการคุมส่งออกชิปของสหรัฐฯ
KEY
POINTS
- จีนกลับมาครองแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกด้วย "LineShine" ซึ่งทำความเร็วได้ 2.198 Exaflops แซงหน้า El Capitan ของสหรัฐฯ ในการจัดอันดับ TOP500
- LineShine สร้างประวัติศาสตร์เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ทำความเร็วทะลุระดับ 2 Exaflops โดยใช้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ล้วน โดยไม่พึ่งพาหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
- ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ถึงซอฟต์แวร์ แม้จะเผชิญมาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
จีนกลับมาครองตำแหน่งเจ้าของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกอีกครั้ง หลัง LineShine ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติเซินเจิ้น (National Supercomputing Centre in Shenzhen) ขึ้นอันดับ 1 ของการจัดอันดับ TOP500 ประจำปี 2569 ซึ่งประกาศภายในงาน International Supercomputing Conference (ISC) ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี นับเป็นการทวงบัลลังก์ของจีนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560
LineShine ทำประสิทธิภาพการประมวลผลได้ 2.198 Exaflops หรือกว่า 2.2 ล้านล้านล้านล้านล้านครั้งต่อวินาที แซงหน้า El Capitan ของ Lawrence Livermore National Laboratory สหรัฐฯ ที่ทำได้ 1.809 Exaflops ส่งผลให้จีนกลับมายืนบนจุดสูงสุดของวงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลกอีกครั้ง
สร้างประวัติศาสตร์ ใช้ CPU ล้วนทะลุระดับ Exascale
ความโดดเด่นของ LineShine ไม่ได้อยู่เพียงการขึ้นอันดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่สามารถทำประสิทธิภาพทะลุ 2 Exaflops โดยใช้เฉพาะหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ไม่ได้ใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับแนวหน้าส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
แจ็ก ดองการ์รา (Jack Dongarra) นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ TOP500 และเจ้าของรางวัล Turing Award กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ระบบซึ่งใช้เพียง CPU สามารถก้าวสู่ระดับ Exascale ได้ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง
ที่ผ่านมา ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ Exascale ของโลก รวมถึง El Capitan ต่างอาศัย GPU จำนวนมหาศาลเพื่อเร่งการประมวลผลแบบขนาน ขณะที่ GPU ยังเป็นหัวใจของมาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงที่สหรัฐฯ ใช้จำกัดการพัฒนา AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของจีน
ผลงานของ LineShine แสดงให้เห็นว่า จีนยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้มีประสิทธิภาพทัดเทียม หรืออาจเหนือกว่าเทคโนโลยีเดิมได้ แม้เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการส่งออกของสหรัฐฯ
พัฒนาเทคโนโลยีเองทั้งระบบ
ลู่ หยู่ถง (Lu Yutong) หัวหน้าผู้ออกแบบ LineShine เปิดเผยว่า ระบบนี้ละทิ้งสถาปัตยกรรมแบบ CPU-GPU ที่ใช้กันแพร่หลาย และเลือกใช้โปรเซสเซอร์ที่พัฒนาภายในประเทศจีนทั้งหมด โดยผสาน AI Accelerator ไว้ภายในชิป พร้อมหน่วยความจำความเร็วสูง ระบบเชื่อมต่อความเร็วสูงที่ออกแบบเอง และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว
แนวคิดดังกล่าวทำให้เครื่องสามารถรองรับทั้งงานจำลองทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่และงานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ในระบบเดียว พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน
ด้านหวง เสี่ยวหู่ ( Huang Xiaohui) รองผู้อำนวยการศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติเซินเจิ้น เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า LineShine สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์พื้นฐานไปจนถึงซอฟต์แวร์หลัก หรือที่เรียกว่า Full-stack Independence
ภายในสิ้นปี 2568 ระบบติดตั้งแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ โดยสามารถรักษาประสิทธิภาพการประมวลผลได้เกิน 2 Exaflops อย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่เปิดใช้งาน LineShine ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา ทั้งการจำลองสภาพภูมิอากาศ การจำลองทางวิศวกรรม การค้นคว้ายา งานด้านประสาทวิทยาศาสตร์ และการพัฒนา AI โดยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติเซินเจิ้นระบุว่า ความสำเร็จทั้งด้านผลการทดสอบมาตรฐานและการใช้งานจริง ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการสร้างระบบนิเวศฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่พึ่งพาตนเองได้ แม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
TOP500 ยุคใหม่ มี 5 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ Exascale
การจัดอันดับ TOP500 ครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Exascale Computing อย่างเต็มตัว โดยปัจจุบันมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะระดับ Exascale ทั้งหมด 5 เครื่อง ได้แก่ LineShine ของจีน ซึ่งครองอันดับ 1 ด้วยประสิทธิภาพ 2.198 Exaflops, El Capitan ของสหรัฐฯ ที่ 1.809 Exaflops, Frontier และ Aurora ของสหรัฐฯ รวมถึง Jupiter Booster ของเยอรมนี ซึ่งต่างมีขีดความสามารถทะลุระดับ 1 Exaflop เช่นกัน
การกลับมาครองอันดับหนึ่งของ LineShine จึงไม่เพียงแซงหน้า El Capitan เท่านั้น แต่ยังทำให้จีนกลับมาเป็นผู้นำของกลุ่มซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับ Exascale ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสุดของโลกในปัจจุบัน
จีนกลับสู่บัลลังก์หลังห่างหาย 8 ปี
ครั้งล่าสุดที่จีนครองอันดับหนึ่งของ TOP500 คือ Sunway TaihuLight ในปี 2559 และ 2560 ก่อนถูก Summit ของสหรัฐฯ แซงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในปี 2561
หลังจากนั้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จีนหลายระบบหยุดส่งผลการทดสอบเข้าสู่ TOP500 ท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ทำให้บทบาทของจีนในเวทีจัดอันดับโลกค่อนข้างเงียบลง แม้ว่ายังคงพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
รายงานของ The New York Times ระบุว่า LineShine ได้รับการพัฒนาโดยไม่ใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ จึงสามารถส่งผลการทดสอบเข้าสู่การจัดอันดับ TOP500 ในปีนี้ได้
จับตาสงครามเทคโนโลยีรอบใหม่
การกลับมาครองอันดับหนึ่งของจีนไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านประสิทธิภาพการประมวลผล แต่ยังสะท้อนว่าการแข่งขันด้าน AI ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่แต่ละประเทศเร่งพัฒนาเทคโนโลยีด้วยห่วงโซ่อุปทานของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
ความสำเร็จของ LineShine จึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญว่า มาตรการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ แม้สร้างแรงกดดันต่อจีน แต่ก็ผลักดันให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างจริงจัง และอาจเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของโลกในระยะต่อไป
ที่มา South China Morning Post







