KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น รายงานวิจัยฉบับล่าสุดจากสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม หรือ IBM Institute for Business Value (IBV) เรื่อง “5 Trends for 2026” ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและเทคโนโลยี
โดยชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2569 รูปแบบการดำเนินธุรกิจจะเปลี่ยนผ่านจากความพยายามในการควบคุมความเสี่ยง ไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวผ่านนวัตกรรมอัจฉริยะ
รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกกับผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,000 คน รวมถึงพนักงานและผู้บริโภคทั่วโลกอีกกว่า 8,500 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความพร้อมทางเทคโนโลยีจะเป็นตัวชี้ขาดระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ในโลกยุคหน้า
ภาพรวมของโลกในปี 2569 ตามมุมมองของผู้บริหารระดับสูงพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ แม้จะมีผู้บริหารเพียง 34% ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก และอีกเพียง 35% ที่มั่นใจต่อเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์
เทรนด์ที่ 1: เปลี่ยนความผันผวนเป็นขุมทรัพย์ด้วย Agentic AI
เทรนด์แรกที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นสินทรัพย์ (Uncertainty as an Asset) โดยในปี 2569 ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะเลิกมองว่าความผันผวนคืออุปสรรค จากผลสำรวจพบว่าในปี 2568 ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจเคยเป็นสาเหตุให้ผู้บริหารกว่า 81% ชะลอหรือยกเลิกการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ในปี 2569 มุมมองดังกล่าวได้พลิกกลับ โดยผู้บริหาร 74% มองว่าความผันผวนเหล่านี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แทน ซึ่งอาวุธลับที่ใช้ในการคว้าโอกาสนี้คือ “Agentic AI” ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดจากเพียงการตอบคำถามไปสู่การ “ดำเนินการตัดสินใจ” ได้โดยอิสระ
รายงานระบุว่าผู้บริหาร 4 ใน 5 ได้เริ่มใช้ Agentic AI เพื่อเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการตัดสินใจ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรใหม่ท่ามกลางวิกฤต และอีกกว่า 69% ได้ลงทุนในระบบการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า (Simulation and Modelling) โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2569 องค์กรกว่า 70% จะมีการปรับใช้ AI ที่ทำงานได้ด้วยตนเองอย่างเต็มรูปแบบ
ในอุตสาหกรรมการเงินและธนาคาร รายงานระบุว่าปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ Agentic AI ในการบริหารจัดการสินทรัพย์และตรวจสอบความเสี่ยงแบบเบ็ดเสร็จ ผู้บริหารในภาคการเงินกว่า 84% ยอมรับว่าเอเจนท์ AI ช่วยให้การตัดสินใจในธุรกรรมที่มีความซับซ้อนรวดเร็วขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการอนุมัติสินเชื่อ (Underwriting) และการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ต้องตอบสนองต่อตลาดโลกแบบวินาทีต่อวินาที ซึ่งถือเป็น ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่สำคัญที่สุดในปี 2569
เทรนด์ที่ 2: พนักงานกับการโหยหา AI มากกว่าการต่อต้าน
ในส่วนของภาคแรงงาน เทรนด์ที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงความต้องการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (Employees will want more AI) รายงานได้หักล้างความเชื่อที่ว่าพนักงานกลัวการถูกแทนที่ โดยพบว่าพนักงานพร้อมเปิดรับ AI มากกว่าการต่อต้านถึง 2 เท่า พนักงานมองว่า AI คือกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อยพวกเขาจากงานที่น่าเบื่อและซ้ำซาก (Rote tasks) โดย 61% ของพนักงานเห็นว่า AI ช่วยให้งานของพวกเขามีความเป็นกลยุทธ์มากขึ้น และ 48% ยอมรับได้หากต้องทำงานภายใต้การบริหารจัดการของเอเจนท์ AI หากระบบนั้นช่วยให้งานราบรื่นขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทักษะอย่างหนัก เนื่องจากแรงงานถึง 56% จะต้องได้รับการฝึกทักษะใหม่ (Reskilling) ภายในปี 2569 นอกจากนี้ พนักงานอีกกว่า 56% ยังระบุชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมจะลาออกทันทีหากบริษัทคู่แข่งให้โอกาสในการฝึกฝนทักษะ AI ที่ดีกว่า
โดยเฉพาะในสถาบันการเงิน สถิติพบว่าพนักงานมีความต้องการใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอื่น โดย 61% ระบุว่า AI ช่วยลดงานธุรการที่ซ้ำซาก และ 48% พร้อมที่จะทำงานร่วมกับเอเจนท์ AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการเงินเชิงลึกได้แม่นยำกว่ามนุษย์
เทรนด์ที่ 3: สมรภูมิความเชื่อมั่นและสัญญาประชาคมดิจิทัล
เมื่อ AI เข้ามาฝังตัวอยู่ในทุกมิติ เทรนด์ที่ 3 คือการสร้างความรับผิดชอบและความเชื่อมั่น (Customer AI Accountability) ความสำเร็จของธุรกิจในปี 2569 จะวัดกันที่ความไว้ใจ โดยผู้บริหาร 95% ยืนยันว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อระบบ AI จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ รายงานชี้ว่าผู้บริโภคถึง 89% ต้องการความโปร่งใสและต้องการทราบว่าตนเองกำลังสื่อสารกับ AI หรือไม่ แม้ว่าผู้บริโภค 56% จะยอมรับได้หาก AI ทำงานผิดพลาดบ้างในช่วงเริ่มต้น แต่หากพบว่าแบรนด์จงใจ “ปิดบัง” การใช้งาน AI ผู้บริโภคกว่า 80% จะสูญเสียความเชื่อมั่นทันที และอีก 2 ใน 3 พร้อมจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นที่โปร่งใสกว่า
ในภาคค้าปลีก (Retail) ความท้าทายนี้รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อความโปร่งใสสูงสุดถึง 89% การสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายจาก AI และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลจึงเป็นหัวใจหลัก หากแบรนด์ค้าปลีกเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง
เทรนด์ที่ 4: อธิปไตยทาง AI และตาข่ายความปลอดภัยท้องถิ่น
ด้านความมั่นคง เทรนด์ที่ 4 ชี้ไปที่การสร้าง “อธิปไตยทาง AI” (AI Sovereignty) เพื่อรับมือกับความตึงเครียดของโลก ผู้บริหารกว่า 93% ยอมรับว่าต้องนำปัจจัยนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลัก โดยประเด็นเรื่องตำแหน่งที่จัดเก็บข้อมูล (Data Residency) มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกที่ผู้บริหารกว่า 93% ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพื่อป้องกันปัญหาซัพพลายเชนหยุดชะงักจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนในระบบเก็บข้อมูลท้องถิ่น (Local safety net) กว่า 71% ของผู้บริหารเห็นว่าคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ระบบ AI คาดการณ์ความต้องการสินค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำแม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เทรนด์ที่ 5: พลังควอนตัมและการรวมกลุ่มระบบนิเวศ
สุดท้ายคือเทรนด์ของควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Advantage) ที่กำลังจะมาถึงจุดหักเหในปี 2569 รายงานคาดการณ์ว่าประสิทธิภาพของควอนตัมที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ดิจิทัลจะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการเงินที่จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่คว้าความได้เปรียบนี้ไปใช้ในการจำลองโมเดลความเสี่ยงที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันทำไม่ได้ แต่เนื่องจากความซับซ้อนและต้นทุนมหาศาล ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการรวมกลุ่มเป็น “ระบบนิเวศพันธมิตร” (Ecosystem) ซึ่งองค์กรที่เตรียมพร้อมด้านควอนตัมมีแนวโน้มจะสร้างพันธมิตรมากกว่าองค์กรทั่วไปถึง 3 เท่า
ในแง่ของงบประมาณ องค์กรทั้งในภาคการเงินและค้าปลีกมีการจัดสรรงบประมาณสู่ระบบ Hybrid Cloud และ Data Governance เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับการมาถึงของ Agentic AI ที่ต้องใช้ข้อมูลคุณภาพสูงและมีความปลอดภัยระดับสูงสุด ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการตัดสินใจด้วยความเร็วสูงและการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในระดับที่ไร้การควบคุมจากมนุษย์ในบางขั้นตอน (Autonomous) ผู้นำธุรกิจต้องเร่งปรับทัศนคติจากการวางแผนเชิงป้องกัน ไปสู่การสร้างองค์กรที่คล่องตัวและโปร่งใส เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนของโลกให้กลายเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต