
TH-AI Passport สะดุดโจทย์คุ้มค่า เสนอทบทวน TOR ก่อนเดินหน้า
นักวิชาการด้าน AI ชี้ประเด็นสำคัญของโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เรื่องการล็อกสเปกหรือการเมือง แต่เป็นคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความเหมาะสมทางเทคนิคของโครงการ เสนอชะลอการดำเนินงานชั่วคราว ตั้งคณะกรรมการอิสระทบทวนเงื่อนไขให้สอดคล้องแผนแม่บท AI ประเทศ
KEY
POINTS
- โครงการถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า เนื่องจาก TOR ไม่ได้ระบุรายละเอียดปริมาณการใช้งานที่ชัดเจนสำหรับผู้ใช้ 5 ล้านคน ทำให้ประเมินประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับได้ยาก
- ขอบเขตของโครงการตาม TOR ถูกมองว่าเป็นการพัฒนา Gen-AI Application ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ AI Chatbot ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา AI ของประเทศ
- มีข้อเสนอให้ชะลอโครงการเพื่อทบทวน TOR อย่างรอบด้าน โดยให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมพิจารณาและปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับแผนแม่บท AI แห่งชาติ
ดร.ธนชาติ นวลนุ่ม ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี เปิดเผยถึงกรณีข้อถกเถียงเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการอิสระในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร TOR และนำเสนอความเห็นผ่านบทความ สื่อมวลชน และเวทีสาธารณะ โดยมุ่งเน้นประเด็นด้านเทคนิค กฎหมาย และความคุ้มค่าของโครงการ มากกว่าการถกเถียงในประเด็นทางการเมืองหรือข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปก
ข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ตามหลักวิชาการ และมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการพิจารณาถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสมของการใช้งบประมาณภาครัฐในการขับเคลื่อนโครงการด้าน AI ของประเทศ โดยไม่ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีขั้นตอนและกลไกตรวจสอบตามกฎหมายอยู่แล้ว
ชี้ TOR มุ่งพัฒนา Gen-AI Application
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์คือ ลักษณะของโครงการตาม TOR ซึ่งพบว่าไม่ได้เป็นการจัดซื้อบริการ AI เวอร์ชัน Pro ให้ประชาชนใช้งานโดยตรง แต่เป็นการพัฒนา Gen-AI Application สำหรับให้บริการประชาชนในวงกว้าง
มองรูปแบบใช้งานใกล้เคียงกับ AI Chatbot ในปัจจุบัน
จากการพิจารณาขอบเขตงาน มองว่ารูปแบบการใช้งานที่กำหนดไว้ยังมีลักษณะใกล้เคียงกับ AI Chatbot ที่มีให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่เทคโนโลยี AI ทั่วโลกได้พัฒนาไปสู่การใช้งานที่มีความสามารถสูงขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในหลากหลายมิติ จึงเป็นที่มาของคำถามว่าโครงการในรูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา AI ของประเทศมากน้อยเพียงใด
ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า
อีกประเด็นหนึ่งคือความคุ้มค่าของโครงการ เมื่อมีเป้าหมายให้บริการประชาชนจำนวน 5 ล้านคน แต่ TOR ไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณการใช้งานหรือจำนวน Token ที่ผู้ใช้แต่ละรายจะได้รับอย่างชัดเจน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ AI การไม่มีข้อมูลดังกล่าวทำให้ยากต่อการประเมินว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จากโครงการในระดับใด และด้วยงบประมาณที่ต้องกระจายไปยังผู้ใช้งานจำนวนมาก สิทธิการใช้งานต่อคนอาจอยู่ในระดับจำกัด จึงควรมีการประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบด้านก่อนดำเนินโครงการต่อไป
พร้อมกันนี้ยังเสนอว่า โครงการสามารถปรับปรุงให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้ โดยเฉพาะการพัฒนา Gen-AI Application ที่ตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจเฉพาะด้าน ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน
ห่วงความชัดเจนของ TOR
นอกจากเรื่องความคุ้มค่าแล้ว ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับรายละเอียดบางส่วนใน TOR ที่อาจก่อให้เกิดความคลุมเครือในการตีความ และอาจส่งผลต่อกระบวนการตรวจรับงานในอนาคต เนื่องจากเงื่อนไขบางประการอาจไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการหรือมีความไม่ชัดเจนในการวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ
ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ในเชิงเทคนิคและวิชาการ โดยมุ่งหวังให้การกำหนดขอบเขตงาน ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ของโครงการมีความชัดเจน สามารถประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
เสนอทบทวนโครงการให้สอดคล้อง AI Master Plan
ดร.ธนชาติ มองว่า แม้จะมีการระบุว่าสัญญาได้ลงนามแล้ว แต่ยังมีแนวทางตามกฎหมายที่สามารถนำมาพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการได้ โดยอ้างอิงข้อ 15 เรื่องการสงวนสิทธิ์ใน TOR และมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560
ข้อเสนอคือการชะลอการดำเนินโครงการไว้ชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้มีการศึกษาความคุ้มค่าและความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา ก่อนปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับ AI Master Plan ของประเทศ
ทั้งนี้ มองว่า AI ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้น การลงทุนด้าน AI ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทรัพยากรภาครัฐถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม







