
ตั้งคำถามงบ 1.62 พันล้าน “TH-AI Passport” หลังเปิดโครงการแจก AI ฟรี 5 ล้านสิทธิ์
โครงการ “TH-AI Passport” ของ สดช. วงเงิน 1,621 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามทั้งกลไกอนุมัติงบ ความโปร่งใสการจัดซื้อ และความคุ้มค่า หลังรัฐเตรียมเปิดให้คนไทยใช้ AI ระดับพรีเมียมฟรี 5 ล้านสิทธิ์ พร้อมอบรมทักษะ AI ทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- โครงการ "TH-AI Passport" งบประมาณ 1.62 พันล้านบาท ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของ สดช. ซึ่งเป็นทั้งผู้ของบและเลขานุการคณะกรรมการกองทุนฯ
- เกิดข้อสงสัยในกระบวนการประมูลที่ราคาของผู้เสนอแต่ละรายใกล้เคียงกันมาก และคุณสมบัติของหนึ่งในบริษัทผู้ชนะการประมูลที่มีรายได้น้อยกว่ามูลค่างานที่ได้รับหลายสิบเท่า
- มีการเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของโครงการ และตั้งคำถามเชิงนโยบายว่าการใช้งบประมาณเพื่อซื้อบริการ AI จากต่างประเทศคุ้มค่ากว่าการสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศหรือไม่
โครงการ “TH-AI Passport” หรือโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ของ “สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” (สดช.) กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม หลังมีการใช้งบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท จาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือกองทุน DE เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน
สาระสำคัญของโครงการ คือการเปิดให้คนไทยเข้าถึงบริการ Generative AI ระดับพรีเมียมฟรีจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ เป็นระยะเวลา 1 ปี ควบคู่กับการอบรมทักษะ AI และดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ Bootcamp และกิจกรรมส่งเสริมการใช้งานในระดับประเทศ
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทย รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณขนาดใหญ่ รวมถึงรูปแบบการดำเนินโครงการที่รวมทั้งระบบ AI การอบรม และการประชาสัมพันธ์ไว้ในสัญญาเดียว
เรียกร้อง สดช. แจงความโปร่งใส
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากคนในวงการเทคโนโลยี คือโครงสร้างการบริหารโครงการ เนื่องจาก สดช. เป็นทั้ง “หน่วยงานผู้ขอใช้งบประมาณ” และทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุน DE” ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองวาระก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดกองทุน
แม้ไม่มีข้อกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมาย แต่มีคำถามถึงกลไกตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ว่ามีมาตรการกำกับดูแลอย่างไร ใครบ้างเป็นกรรมการที่ร่วมอนุมัติโครงการ มีผู้ใดงดออกเสียงหรือทักท้วงหรือไม่ รวมถึงมีหน่วยงานอิสระภายนอกเข้าร่วมประเมินความคุ้มค่าก่อนอนุมัติหรือไม่
ตั้งข้อสงสัยส่วนต่างประมูลต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 1.04%
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือผลการประกวดราคาที่ผู้เสนอราคาแต่ละรายมีตัวเลขใกล้เคียงกันมาก โดยกิจการค้าร่วมทีเอช ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก เสนอราคา 1,621,099,000 บาท ขณะที่บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด เสนอราคา 1,627,427,000 บาท และกิจการค้าร่วม ดีเอ เสนอราคา 1,638,288,000 บาท
ส่วนต่างระหว่างราคาต่ำสุดและสูงสุดอยู่เพียงประมาณ 1.04% ของมูลค่าโครงการ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นลักษณะปกติของการประมูลงานภาครัฐขนาดใหญ่หรือไม่ และการแข่งขันมีความเข้มข้นเพียงใด
นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อคุณสมบัติของหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในกิจการค้าร่วมผู้ชนะ คือ “บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด” ซึ่งมีรายได้รวมปี 2567 ตามข้อมูลสาธารณะประมาณ 12.59 ล้านบาท แต่มีมูลค่างานในโครงการนี้ราว 794.29 ล้านบาท หรือสูงกว่ารายได้ทั้งบริษัทในปีก่อนหน้าประมาณ 63 เท่า
จี้ สดช. แจงรายละเอียดเชิงลึก
จึงมีข้อเรียกร้องให้ สดช. เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทมีผลงานหรือประสบการณ์ในโครงการระดับใกล้เคียงมาก่อนหรือไม่ รวมถึงผ่านเกณฑ์ด้านศักยภาพทางเทคนิคและการเงินตาม TOR อย่างไร
ขณะเดียวกัน ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดของระบบ Generative AI ที่รัฐจัดซื้อ ว่าครอบคลุมจำนวน License เท่าใด รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้มากน้อยเพียงใด ใช้โมเดล AI จากผู้ให้บริการรายใด และมี KPI วัดผลความสำเร็จอย่างไร
แม้โครงการตั้งเป้าผู้ใช้งานถึง 5 ล้านสิทธิ์ และรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก แต่มีข้อสังเกตว่า ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนต่อผู้ใช้งาน เงื่อนไขการให้บริการ หรือมาตรการเรียกคืนงบประมาณหากมีผู้ใช้งานจริงต่ำกว่าเป้าหมาย
หากคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วม Bootcamp ที่ระบุไว้ 4,000 คน จะเฉลี่ยต้นทุนโครงการต่อหัวประมาณ 412,500 บาทต่อคน และเฉพาะค่า Generative AI เฉลี่ยราว 375,000 บาทต่อคน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือช่วงเวลาการดำเนินโครงการ โดยราคากลางถูกกำหนดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ก่อนมีการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวเทศกาลปีใหม่และรอยต่อทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี
ในช่วงเวลาดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “นายไชยชนก ชิดชอบ” และกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในรัฐบาลปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดโครงการมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท จึงต้องดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว และสามารถเลื่อนเข้าสู่ช่วงปกติของปีงบประมาณได้หรือไม่
ตั้งคำถามเชิงนโยบายผลตอบแทนลงทุนงบ 1.6 พันล้าน
ท้ายที่สุด ยังมีการตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า งบประมาณจำนวน 1,621 ล้านบาท หากนำไปใช้สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย พัฒนาโมเดลภาษาไทย หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาว อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าเพียงการจัดซื้อบริการ AI จากต่างประเทศหรือไม่
ท่ามกลางยุคที่บริการ AI ฟรีมีให้เลือกจำนวนมากในตลาดโลก หลายฝ่ายมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศไทยอาจไม่ใช่การ “ขาดเครื่องมือ AI” แต่เป็นการสร้างคน สร้างทักษะ และสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถแข่งขันได้จริงในระยะยาว มากกว่าการเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติเท่านั้น







