thansettakij
thansettakij
หัวเว่ย เสนอแนวคิดใหม่ Tau Scaling Law แทนกฎมัวร์ พลิกวงการชิปโลก

หัวเว่ย เสนอแนวคิดใหม่ Tau Scaling Law แทนกฎมัวร์ พลิกวงการชิปโลก

25 พ.ค. 69 | 07:24 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 07:34 น.

หัวเว่ย เปิดแนวคิด “Tau Scaling Law” เสนอแทนกฎมัวร์ ใช้การสเกลตามเวลาเพิ่มประสิทธิภาพชิป ลดข้อจำกัดฟิสิกส์ ยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก

KEY

POINTS

  • หัวเว่ยเสนอแนวคิดใหม่ “Tau Scaling Law” เพื่อใช้เป็นหลักการพัฒนาชิปแทน “กฎของมัวร์” ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกายภาพและต้นทุน
  • แนวคิดนี้มุ่งเน้นการลดเวลาในการส่งผ่านสัญญาณ (time scaling) ควบคู่ไปกับการเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของชิป
  • หัวเว่ยได้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญอย่าง “LogicFolding” เพื่อรองรับแนวคิดนี้ และเตรียมนำมาใช้เชิงพาณิชย์ครั้งแรกในชิป Kirin 2026

นางเหอ ถิงปั๋ว (He Tingbo) ประธานคณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์ และประธานฝ่ายธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์  กล่าวว่า หัวเว่ย เปิดตัวแนวคิดใหม่ “Tau (τ) Scaling Law” โดยเสนอให้เป็นหลักการพัฒนาแทน “กฎของมัวร์ (Moore’s Law)” เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก  โดย Tau Scaling Law จะเป็นกรอบแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปยุคถัดไป

ภายใต้แนวคิดนี้ การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์จะเปลี่ยนจากการสเกลแบบเรขาคณิต ไปสู่การสเกลตาม “เวลา (time scaling)” โดยมุ่งลดเวลาในการส่งผ่านสัญญาณ (signal propagation delay) ควบคู่กับการเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของชิป

หัวเว่ยระบุว่า กฎของมัวร์เริ่มเผชิญข้อจำกัดทางฟิสิกส์และต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพแบบเดิมเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ความต้องการด้านการประมวลผลของโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ Tau Scaling Law จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “เส้นทางใหม่” ของอุตสาหกรรม โดยมุ่งแก้ข้อจำกัดของกระบวนการผลิตชิปแบบดั้งเดิม และรองรับความต้องการด้าน AI และการประมวลผลระดับสูงในอนาคต

หัวเว่ย เสนอแนวคิดใหม่ Tau Scaling Law แทนกฎมัวร์ พลิกวงการชิปโลก

บริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น “LogicFolding” พร้อมกลไกเพิ่มประสิทธิภาพแบบหลายระดับ ตั้งแต่ระดับอุปกรณ์ วงจร ชิป ไปจนถึงระบบ เพื่อช่วยลดค่าเวลาอย่างเป็นระบบ และผลักดันประสิทธิภาพ พลังงาน และความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์

หัวเว่ยยังคาดการณ์ว่า ภายในปี 2031 ชิประดับไฮเอนด์ที่ออกแบบภายใต้แนวคิดนี้ จะมีความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์เทียบเท่ากระบวนการผลิตระดับ 14 Å (ประมาณ 1.4 นาโนเมตร)

ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแบบและผลิตชิปแล้ว 381 รุ่นภายใต้แนวคิด Tau Scaling Law ครอบคลุมการใช้งานในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

สำหรับชิป Kirin 2026 ที่จะเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ จะเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ใช้สถาปัตยกรรม “LogicFolding” ในการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยเปลี่ยนจากตรรกะแบบชั้นเดียวไปสู่สองชั้น เพื่อยกระดับความหนาแน่นและประสิทธิภาพของชิป

หัวเว่ยระบุว่า หลังจากเปิดตัว Kirin 9030 Pro เมื่อปีก่อน ชิปของบริษัทเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวด้านประสิทธิภาพ ทำให้จำเป็นต้องใช้แนวทางใหม่อย่าง LogicFolding เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม

บริษัททิ้งท้ายว่า ความร่วมมือและความเปิดกว้างจะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และพันธมิตรทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา  Yicai