thansettakij
thansettakij
How to : ฟ้องอย่างไรให้ได้เงินล้าน วิธีจัดการสายแขวน-โพสต์ด่าในโซเชียล

How to : ฟ้องอย่างไรให้ได้เงินล้าน วิธีจัดการสายแขวน-โพสต์ด่าในโซเชียล

18 มี.ค. 69 | 09:05 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 69 | 09:28 น.

"แขวนประจาน" ไม่ใช่แค่เรื่องด่ากัน แต่คือคดีความที่มีค่าตัว! 'ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้ง PDPA Thailand" แนะทางรอดเหยื่อโซเชียล พร้อมชี้ช่องเอาผิดนิติบุคคลยันแอดมินกลุ่ม เตือนสร้างโปรไฟล์อวตารก็หนีไม่พ้น ร่องรอยดิจิทัลตามจองเวรถึงที่ สถิติชี้ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้สูงสุดถึง 3 เท่า!

KEY

POINTS

  • การฟ้องร้องกรณีโพสต์ด่าหรือประจานระหว่างบุคคลธรรมดา ควรใช้กฎหมายหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งจะตรงจุดและมีประสิทธิภาพกว่ากฎหมาย PDPA ที่เน้นกำกับดูแลภาคธุรกิจ
  • ผู้ที่สามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ไม่ได้มีแค่ผู้โพสต์ แต่รวมถึงบริษัทต้นสังกัดของพนักงาน, แอดมินกลุ่มโซเชียลที่ไม่ลบโพสต์ละเมิด, และผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นด่าทอ
  • หากต้องการได้รับเงินเยียวยา ผู้เสียหายต้องฟ้อง "ละเมิดทางแพ่ง" ซึ่งศาลสามารถสั่งให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจริงและบวกเพิ่มเพื่อเป็นการลงโทษได้สูงสุดถึง 3 เท่า
  • การใช้บัญชีปลอมหรืออวตาร (Avatar) ไม่สามารถรอดพ้นกฎหมายได้ เนื่องจากสามารถติดตามตัวตนที่แท้จริงได้จากร่องรอยดิจิทัล เช่น IP Address หรือ Metadata ที่ฝังในไฟล์

ท่ามกลางสมรภูมิบนโลกออนไลน์ที่นับวันจะทวีความรุนแรง การ "แขวนประจาน" หรือการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อตัดสินกันด้วยศาลเตี้ยได้กลายเป็นความบันเทิงที่แฝงไปด้วยความเสี่ยงข้ามคืน

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้ง PDPA Thailand และนายกสมาคมผู้ตรวจสอบและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (TPDPA) ซึ่งเป็นวิทยากรให้กับหลายหน่วยงานในกฎหมาย PDPA ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกลไกกฎหมายที่หลายคนยังเข้าใจผิด พร้อมแนะช่องทางเอาผิดให้ถึงที่สุดในยุคดิจิทัล

ทำความเข้าใจ: PDPA ไม่ใช่กฎหมายครอบจักรวาล

ดร.อุดมธิปก เริ่มต้นด้วยการแก้ปมความเข้าใจผิดที่สำคัญที่สุด คือคนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่การฟ้องร้องตามกฎหมาย PDPA เมื่อเกิดการละเมิดข้อมูล ทว่าในความเป็นจริง PDPA ถูกออกแบบมาเพื่อกำกับดูแลการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในเชิงธุรกิจเป็นหลัก

หากเป็นการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือกฎหมายปกติคือ "กฎหมายหมิ่นประมาท" และ "พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์" ซึ่งสามารถดำเนินคดีได้รวดเร็วและตรงจุดกว่ามาก

ชำแหละประเภทข้อมูล: "ทั่วไป" หรือ "อ่อนไหว" โทษต่างกันมหาศาล

ข้อมูลส่วนบุคคลมี 2 เลเวลที่ต้องระวัง:

1. ข้อมูลทั่วไป: เช่น ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, ที่อยู่ และรูปถ่าย

2. ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data): ตามมาตรา 26 ได้แก่ เชื้อชาติ, ศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง, รสนิยมทางเพศ, ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ และ "ประวัติอาชญากรรม"

"ความน่ากลัวอยู่ที่หากมีการนำประวัติอาชญากรรม เช่น การแฉว่าคนนี้เคยติดคุกมาโพสต์ หากผู้โพสต์เป็นในนามบริษัทหรือนิติบุคคล จะมีความผิดทางอาญาซึ่งส่งผลให้กรรมการบริษัทต้องติดคุกแทนบริษัท เนื่องจากบริษัทติดคุกไม่ได้"

นิติบุคคลต้องรับผิด: เมื่อพนักงาน "มือบอน" องค์กรต้องจ่าย

ดร.อุดมธิปก ยกตัวอย่างกรณีคลาสสิกที่เกิดขึ้นจริง เช่น พนักงานสนามบินแอบถ่ายรูปนักการเมืองชื่อดังกับแฟนใหม่ในพื้นที่เลานจ์ (Lounge) ภายในสนามบินซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวแล้วนำไปโพสต์โซเชียลมีเดีย

 

"ในมุมนี้พนักงานอาจผิดกฎหมายส่วนตัวคือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) บริษัทต้นสังกัดของพนักงานถือว่าทำผิด PDPA เต็มๆ เพราะปล่อยให้พนักงานใช้อำนาจหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้าโดยมิชอบ เช่นเดียวกับกรณีสถานพยาบาลหากทำข้อมูลคนไข้รั่วไหลจนผู้อื่นรู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งอาจถูกฟ้องได้ทั้งทางแพ่ง อาญา และถูกร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)"

แอดมินกลุ่มและเกรียนคีย์บอร์ด: "จำเลยร่วม" ที่ไม่รู้ตัว

สำหรับเจ้าของกลุ่ม (Admin) บน Facebook หากเห็นโพสต์ที่มีการละเมิดหรือแขวนประจานแล้วนิ่งเฉย ไม่ลบข้อความภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับการแจ้งเตือน แอดมินอาจถูกดึงเข้าไปเป็น "จำเลยร่วม" ในคดีแพ่งทันที

ส่วนเหล่าคอมเมนต์ที่เข้ามารุมด่าทอ ดร.อุดมธิปก บอกว่า ทนายความสมัยนี้มักใช้ "สูตรสำเร็จ" คือการไล่เก็บหลักฐานทุกคอมเมนต์เพื่อฟ้องเรียงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มดาราหรือผู้มีชื่อเสียง เพื่อสร้างบรรทัดฐานและเรียกค่าเสียหายอย่างทั่วถึง

"และถ้าหากเฟซบุ๊กนั้นเป็นของบริษัท พรรคการเมือง หรือทำในนามนิติบุคคลที่สร้างขึ้นมา บริษัทก็จะโดนด้วยในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Controller" 

อวตารไม่มีจริง: ร่องรอยดิจิทัลหนีไม่พ้น

อย่าชะล่าใจว่าการใช้บัญชีปลอม (Avatar) จะทำให้รอดพ้นกฎหมาย ดร.อุดมธิปก ยืนยันว่าในทางเทคนิคสามารถตามตัวได้เสมอผ่าน:

  • Metadata: ข้อมูลที่ฝังอยู่ในรูปภาพ ซึ่งบอกได้ว่าถ่ายที่ไหน เมื่อไหร่
  • Digital Footprint: หมายเลข IP, อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้สมัครบัญชี
  • AI Tracking: แพลตฟอร์มอย่าง Facebook มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ว่าหลายโปรไฟล์ถูกเปิดจากเครื่องเดียวกันหรือไม่

ค่าเสียหาย 3 เท่า: บทลงโทษที่สายแขวนต้องสะดุ้ง

ในส่วนของการเยียวยา ดร.อุดมธิปก ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า โทษทางปกครองของ PDPA นั้นเงินจะเข้าหลวงทั้งหมด แต่ถ้าต้องการเงินเยียวยาเข้ากระเป๋าตัวเอง ผู้เสียหายต้องฟ้อง "ละเมิดทางแพ่ง" ซึ่งศาลสามารถสั่งให้ชดใช้ตามจริง และบวกเพิ่มได้สูงสุดถึง 3 เท่า ของมูลค่าความเสียหายเพื่อเป็นการลงโทษ

"โดยคำนวณจากความเสียชื่อเสียง การสูญเสียรายได้ เช่น งานจ้างเขียนหรืองานวิทยากรที่ถูกยกเลิกไป"

ทางออกเมื่อถูกละเมิด: Report และดำเนินคดี

หากถูกละเมิด ขั้นแรกคือการ Report ต่อแพลตฟอร์มทันที ซึ่งโดยปกติจะดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง หากแพลตฟอร์มเพิกเฉยหรือระบุตัวคนโพสต์ได้ยาก ดร.อุดมธิปก แนะนำให้ประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลด้านสิทธิโดยตรง เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อยกระดับการป้องกันสิทธิในยุคดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

"การโพสต์ด่าหรือประจานอาจสร้างความสะใจเพียงชั่วครู่ แต่ผลกระทบทางกฎหมายนั้นยาวนานและรุนแรง สติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีค่าอย่างมาก"