

KEY
POINTS
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า LINE MAN Wongnai บริษัทเทคสตาร์ทอัพยูนิคอร์นสัญชาติไทย ที่มีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง จีไอซี (GIC) จากสิงคโปร์เป็นผู้สนับสนุนหลัก กำลังพิจารณาเปลี่ยนแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) จากเดิมที่มองตลาดในประเทศ ไปเป็นการ IPO ในตลาดต่างประเทศแทน เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้สูงขึ้น
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ให้บริการแบบครบวงจรทั้งการส่งอาหาร เรียกรถ และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนที่ฮ่องกงหรือสหรัฐอเมริกา หลังจากที่จำเป็นต้องชะลอแผนการ IPO ในไทยออกไปก่อน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
รายงานระบุว่า LINE MAN Wongnai กำลังเร่งแผนระดมทุนเพื่อเพิ่มงบลงทุนใน ไลน์ เพย์ (LINE Pay) ซึ่งเป็นธุรกิจฟินเทคของบริษัท
โดยนายยอด ชินสุภัคกุล ระบุว่าบริษัทเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า พฤติกรรมการชำระเงินออนไลน์ที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่บริษัทสามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา
ธุรกิจดาวรุ่งของไทยต่างพากันมองหาแหล่งเงินทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพและมูลค่าตลาดสูงกว่า แม้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะพยายามออกมาตรการจูงใจและผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อรั้งบริษัทต่างๆ ไว้ แต่ปัจจัยลบจากภาวะตลาดซบเซา เงินทุนต่างชาติไหลออก และผลงานของหุ้น IPO ตัวก่อนๆ ที่ทำได้ไม่ดีนัก ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยลดลงอย่างมาก
ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” ผ่านทาง Creden Data พบว่า บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้และกำไร-ขาดทุน ระหว่างปี 2563 -2567 ดังนี้
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ชี้ให้เห็นว่า ปีที่ผ่านมาตลาด IPO ไทยระดมทุนได้เพียงประมาณ 13,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี นอกจาก LINE MAN Wongnai แล้ว ยังมีบริษัทไทยรายใหญ่อื่นๆ เช่น บิทคับ (Bitkub) ที่กำลังเล็งฮ่องกงเป็นเป้าหมาย หรือ ไอเอฟบีเอช (IFBH) ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวที่ได้เข้าจดทะเบียนในฮ่องกงไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2568 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ในขณะที่ประเทศกำลังมุ่งสู่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ในรอบไม่ถึง 3 ปีที่จะถึงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
ที่มา Bloomberg