KEY
POINTS
ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยปี 2569 กลายเป็นสมรภูมิเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการสั่งอาหารเป็น “ทางเลือก” มาเป็น “ช่องทางหลัก” ในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย แต่ความคุ้นเคยกับการใช้แพลตฟอร์มและการเข้าถึงที่กว้างขึ้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการรายใหญ่ต่างมั่นใจในอัตราการเติบโต
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569 บริการออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรียังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมตลาดยังคาดว่าจะเติบโตในระดับสองหลัก ขณะที่ LINE MAN ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20% แม้เศรษฐกิจจะท้าทายแต่ฟู้ดเดลิเวอรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว การแข่งขันจากนี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่คือความยืดหยุ่น การบริหารต้นทุน และการสร้างความยั่งยืนให้ร้านค้า
นายยอด กล่าวต่อไปอีกว่าสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากเกิดขึ้นจะช่วยหนุนกำลังซื้อระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงต้นปี เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งในอดีตที่ช่วยสร้างฐานผู้ใช้ใหม่ไว้ แม้โครงการจบลงยอดขายจะปรับลงจากจุดสูงสุดแต่จะไม่กลับไปต่ำเท่าเดิม อย่างไรก็ตามในระยะยาวผู้ประกอบการต้องพึ่งการพัฒนาประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มเป็นหลัก
จัดหนักกลยุทธ์ AI ขับเคลื่อนองค์กร-ร้านค้า
ในมิติของเทคโนโลยี LINE MAN Wongnai ได้ยกระดับ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลัก โดยให้พนักงานทุกคนใช้เครื่องมือระดับโลก อาทิ Gemini, Cursor, Copilot และ Grok AI โดยทีม Non-tech ใช้ Gemini ส่วนทีม Tech ใช้ Cursor และ Copilot ช่วยเขียนโค้ด ปัจจุบัน AI เข้ามาช่วยตอบเคสในส่วน Customer Service ผ่าน Chat แล้วประมาณ 25% ช่วยลดต้นทุน (Cost) และเพิ่มประสิทธิภาพในช่วง Peak Hour ที่พนักงานอาจไม่เพียงพอ
สำหรับฝั่งพาร์ทเนอร์ร้านค้า (Merchants) นายยอดระบุว่าในช่วงต้นปีหน้าจะเปิดตัว “AI for Merchants” เครื่องมืออัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยทำรูปภาพเมนู, เขียนคำบรรยาย (Description), แปลภาษา และที่สำคัญคือการคิด “Bundle Menu” หรือการจัดเซตเมนูที่เหมาสมเพื่อให้ขายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมี AI สำหรับทีมขาย (Sales) เพื่อช่วยวิเคราะห์สถิติร้านค้า แนะนำแคมเปญ และการลงโฆษณา (Ads) ที่แม่นยำ
Grab กางโรดแมป Agentic AI รับมือ 4 เทรนด์ใหญ่
ด้านนางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยปี 2569 จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจอาจมีการชะลอตัวไปบ้างในบางภาคส่วน แต่สำหรับบริการ GrabFood ยังคงมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและมองว่าการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันไปแล้ว ผนวกกับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปีที่ผ่านมาอย่างคึกคัก
สำหรับปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2569 นั้นมองว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมสำคัญหลายด้าน ทั้งการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและการท่องเที่ยวเป็นโครงการเรือธง รวมถึงการจัดอีเวนต์ระดับโลกในประเทศไทย เช่น การแข่งขันฟุตบอลโลก และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการบริโภคและการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ในฝั่งของผู้บริโภคเองก็ได้ปรากฏเทรนด์ที่ชัดเจนขึ้น 4 ด้าน ประกอบด้วย
เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แกร็บได้นำเทคโนโลยี AI ทั้งในรูปแบบ Generative AI และ Agentic AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนในอีโคซิสเต็มอย่างครบวงจร โดยในฝั่งผู้ใช้บริการได้นำระบบ Hyper-personalization มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อนำเสนอร้านอาหารที่ “รู้ใจ” ผู้ใช้แต่ละคนได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ขณะที่พาร์ทเนอร์ร้านอาหารจะได้รับประโยชน์จากเครื่องมืออัจฉริยะอย่าง Grab Merchant AI Assistant ที่ช่วยตอบคำถามและให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยเครื่องมือ AI-Generated Content ที่ช่วยสร้างสรรค์รูปภาพเมนูและคำบรรยายให้น่าสนใจ เพื่อลดภาระและต้นทุนในการทำการตลาด
นอกจากนี้ในส่วนของพาร์ทเนอร์คนขับ แกร็บยังใช้ระบบ Smart Batching & Order Allocation ในการคำนวณเส้นทางและจัดสรรงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดเวลาในการเดินทาง แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างรายได้ต่อชั่วโมงให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนท่ามกลางความท้าทายในปี 2569 นี้