Grab-LINE MAN กางโรดแมปสู้ศึกฟู้ดเดลิเวอรีปี 69 รับตลาดโต-พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นคุ้มค่า

14 ม.ค. 2569 | 04:16 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 04:37 น.

บิ๊กแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี Grab-LINEMAN มั่นใจปี 69 ตลาดโตต่อเนื่อง ชี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสั่งเป็นหลักแทนทางเลือก พร้อมชูเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มส์เต็มรูปแบบ ช่วยร้านค้า-เพิ่มประสิทธิภาพบริการ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเน้นความคุ้มค่า

KEY

POINTS

  • ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากขึ้น
  • Grab และ LINEMAN วางกลยุทธ์หลักในการแข่งขันโดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบ
  • ทั้งสองแพลตฟอร์มมุ่งพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยเหลือพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับ เช่น การสร้างเมนูอัตโนมัติ การจัดเซตโปรโมชัน และการจัดสรรงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยปี 2569 กลายเป็นสมรภูมิเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการสั่งอาหารเป็น “ทางเลือก” มาเป็น “ช่องทางหลัก” ในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย แต่ความคุ้นเคยกับการใช้แพลตฟอร์มและการเข้าถึงที่กว้างขึ้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการรายใหญ่ต่างมั่นใจในอัตราการเติบโต

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569 บริการออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรียังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมตลาดยังคาดว่าจะเติบโตในระดับสองหลัก ขณะที่ LINE MAN ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20% แม้เศรษฐกิจจะท้าทายแต่ฟู้ดเดลิเวอรีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว การแข่งขันจากนี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่คือความยืดหยุ่น การบริหารต้นทุน และการสร้างความยั่งยืนให้ร้านค้า

Grab-LINE MAN กางโรดแมปสู้ศึกฟู้ดเดลิเวอรีปี 69 รับตลาดโต-พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นคุ้มค่า จากฐานข้อมูลของ LINE MAN พบเทรนด์การ “เลือกกินคุ้มค่า” ที่ชัดเจน โดยกลุ่มเมนูยอดบิลต่ำกว่า 500 บาท ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มเมนูราคาเกิน 500 บาทขึ้นไป ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อระดับกลางยัง “รัดเข็มขัด” ต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคยังเลือกสร้างความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองผ่านเมนูฮิต โดยเฉพาะ “มัทฉะ” ที่เติบโตสูงสุด ส่งผลให้ “ชาเขียวนมเย็น” ขึ้นครองแชมป์เมนูยอดสั่งสูงสุดแทนที่ “กาแฟดำ” เนื่องจากราคาประหยัดและเข้าถึงง่ายกว่า แต่ให้รสชาติและสีสันที่ทดแทนกันได้

นายยอด กล่าวต่อไปอีกว่าสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากเกิดขึ้นจะช่วยหนุนกำลังซื้อระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงต้นปี เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งในอดีตที่ช่วยสร้างฐานผู้ใช้ใหม่ไว้ แม้โครงการจบลงยอดขายจะปรับลงจากจุดสูงสุดแต่จะไม่กลับไปต่ำเท่าเดิม อย่างไรก็ตามในระยะยาวผู้ประกอบการต้องพึ่งการพัฒนาประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มเป็นหลัก

จัดหนักกลยุทธ์ AI ขับเคลื่อนองค์กร-ร้านค้า

ในมิติของเทคโนโลยี LINE MAN Wongnai ได้ยกระดับ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลัก โดยให้พนักงานทุกคนใช้เครื่องมือระดับโลก อาทิ Gemini, Cursor, Copilot และ Grok AI โดยทีม Non-tech ใช้ Gemini ส่วนทีม Tech ใช้ Cursor และ Copilot ช่วยเขียนโค้ด ปัจจุบัน AI เข้ามาช่วยตอบเคสในส่วน Customer Service ผ่าน Chat แล้วประมาณ 25% ช่วยลดต้นทุน (Cost) และเพิ่มประสิทธิภาพในช่วง Peak Hour ที่พนักงานอาจไม่เพียงพอ

สำหรับฝั่งพาร์ทเนอร์ร้านค้า (Merchants) นายยอดระบุว่าในช่วงต้นปีหน้าจะเปิดตัว “AI for Merchants” เครื่องมืออัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยทำรูปภาพเมนู, เขียนคำบรรยาย (Description), แปลภาษา และที่สำคัญคือการคิด “Bundle Menu” หรือการจัดเซตเมนูที่เหมาสมเพื่อให้ขายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมี AI สำหรับทีมขาย (Sales) เพื่อช่วยวิเคราะห์สถิติร้านค้า แนะนำแคมเปญ และการลงโฆษณา (Ads) ที่แม่นยำ

Grab-LINE MAN กางโรดแมปสู้ศึกฟู้ดเดลิเวอรีปี 69 รับตลาดโต-พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นคุ้มค่า

Grab กางโรดแมป Agentic AI รับมือ 4 เทรนด์ใหญ่

ด้านนางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยปี 2569 จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจอาจมีการชะลอตัวไปบ้างในบางภาคส่วน แต่สำหรับบริการ GrabFood ยังคงมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและมองว่าการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันไปแล้ว ผนวกกับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปีที่ผ่านมาอย่างคึกคัก

Grab-LINE MAN กางโรดแมปสู้ศึกฟู้ดเดลิเวอรีปี 69 รับตลาดโต-พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นคุ้มค่า ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน e-CONOMY SEA 2025 โดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีและบริการเรียกรถในไทยเติบโตสูงถึง 15% โดยมีมูลค่ารวมในปี 2568 สูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.62 แสนล้านบาท

สำหรับปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2569 นั้นมองว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมสำคัญหลายด้าน ทั้งการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและการท่องเที่ยวเป็นโครงการเรือธง รวมถึงการจัดอีเวนต์ระดับโลกในประเทศไทย เช่น การแข่งขันฟุตบอลโลก และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการบริโภคและการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ในฝั่งของผู้บริโภคเองก็ได้ปรากฏเทรนด์ที่ชัดเจนขึ้น 4 ด้าน ประกอบด้วย

  • การใช้จ่ายอย่างฉลาด (Smart Spending) ที่เน้นความคุ้มค่าและคุณภาพมากกว่าการตัดราคา
  • อิทธิพลจากเมนูไวรัลและอินฟลูเอนเซอร์ (Viral Bites, Influencer Effect) ที่ทำให้หน้าร้านบนโลกออนไลน์สำคัญกว่าหน้าร้านจริง
  • การมองหามื้ออาหารเพื่อบำบัดอารมณ์หรือการให้รางวัลตัวเอง (Made My Day Meal) ในรูปแบบสินค้าพรีเมียมที่จับต้องได้
  • พฤติกรรมการทานข้าวนอกบ้านที่ต้องสร้างคอนเทนต์แชร์ต่อได้ (Dine Out, But Make It Shareable) ซึ่งแอปสั่งอาหารได้กลายเป็นหน้าด่านสำคัญในการสร้างการมองเห็นให้กับร้านอาหารต่างๆ

เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แกร็บได้นำเทคโนโลยี AI ทั้งในรูปแบบ Generative AI และ Agentic AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนในอีโคซิสเต็มอย่างครบวงจร โดยในฝั่งผู้ใช้บริการได้นำระบบ Hyper-personalization มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อนำเสนอร้านอาหารที่ “รู้ใจ” ผู้ใช้แต่ละคนได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ขณะที่พาร์ทเนอร์ร้านอาหารจะได้รับประโยชน์จากเครื่องมืออัจฉริยะอย่าง Grab Merchant AI Assistant ที่ช่วยตอบคำถามและให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยเครื่องมือ AI-Generated Content ที่ช่วยสร้างสรรค์รูปภาพเมนูและคำบรรยายให้น่าสนใจ เพื่อลดภาระและต้นทุนในการทำการตลาด

นอกจากนี้ในส่วนของพาร์ทเนอร์คนขับ แกร็บยังใช้ระบบ Smart Batching & Order Allocation ในการคำนวณเส้นทางและจัดสรรงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดเวลาในการเดินทาง แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างรายได้ต่อชั่วโมงให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนท่ามกลางความท้าทายในปี 2569 นี้