
YouTube เปิดฟีเจอร์พากย์เสียงอัตโนมัติ 27 ภาษา ทลายกำแพงภาษาทั่วโลก
YouTube ยกระดับเครื่องมือ Auto Dubbing ครั้งใหญ่ รองรับ 27 ภาษา พร้อมเทคโนโลยี AI เลียนแบบอารมณ์ผู้สร้างคอนเทนต์ และฟีเจอร์ Lip Sync ขยับปากตามเสียงพากย์
KEY
POINTS
- YouTube ขยายฟีเจอร์พากย์เสียงอัตโนมัติให้รองรับ 27 ภาษา พร้อมเปิดตัวระบบ "Expressive Speech" เพื่อรักษาอารมณ์และโทนเสียงให้ใกล้เคียงต้นฉบับ
- กำลังทดสอบเทคโนโลยี "Lip Sync" ที่ช่วยปรับการขยับริมฝีปากของผู้พูดให้ตรงกับเสียงพากย์ในภาษาต่างๆ เพื่อเพิ่มความสมจริงและความเป็นธรรมชาติ
- ผู้ชมสามารถตั้งค่า "ภาษาที่ต้องการ" (Preferred Language) ได้เอง ในขณะที่ครีเอเตอร์สามารถควบคุมการใช้งานฟีเจอร์ได้อย่างเต็มที่
จันดราเลขา โมทาติ (Chandralekha Motati) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ยูทูป (YouTube) เปิดเผยว่า YouTube เปิดตัวอัปเดตใหม่สำหรับเครื่องมือพากย์เสียงอัตโนมัติ (Auto Dubbing) เพื่อทำให้เรื่องราวจากทั่วทุกมุมโลกเข้าถึงผู้ชมในท้องถิ่นได้ง่ายขึ้นเพียงแค่กดปุ่มเล่นโดยมีประเด็นหลักดังนี้:
1. ขยายภาษาและระบบเสียงอัจฉริยะ ปัจจุบันฟีเจอร์พากย์เสียงอัตโนมัติเปิดใช้งานทั่วไปแล้ว โดยรองรับเพิ่มขึ้นเป็น 27 ภาษา ข้อมูลระบุว่าในเดือนธันวาคม 2569 (คาดการณ์ตามช่วงเวลาในข่าว) ยูทูป (YouTube) มียอดผู้ชมเฉลี่ยกว่า 6 ล้านรายต่อวัน ที่รับชมเนื้อหาผ่านระบบพากย์เสียงอัตโนมัติอย่างน้อย 10 นาที
นอกจากนี้ ยังเปิดตัวระบบ "Expressive Speech" ใน 8 ภาษา (อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฮินดี, อินโดนีเซีย, อิตาลี, โปรตุเกส และสเปน) เพื่อช่วยรักษาอารมณ์และพลังในการนำเสนอให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับของครีเอเตอร์
2. อิสระในการเลือกของผู้ชม เพิ่มการตั้งค่า "ภาษาที่ต้องการ" (Preferred Language) เพื่อให้ผู้ที่พูดได้หลายภาษา หรือผู้ที่ต้องการฟังเสียงต้นฉบับสามารถระบุความต้องการได้เอง แม้ระบบจะเลือกภาษาเริ่มต้นให้อัตโนมัติจากประวัติการรับชมก็ตาม
4. เครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับครีเอเตอร์
- Automatic Smart Filtering: ระบบจะตรวจจับและไม่พากย์เสียงในวิดีโอที่ไม่เหมาะสม เช่น มิวสิกวิดีโอ หรือ Vlog ที่เน้นความเงียบ
- Algorithm Friendly: การใช้เสียงพากย์อัตโนมัติไม่ส่งผลกระทบต่อการถูกค้นหาของวิดีโอต้นฉบับ และช่วยขยายฐานผู้ชมในภาษาอื่นได้มากขึ้น
- Full Control: ครีเอเตอร์สามารถเลือกใช้เสียงพากย์ของตนเอง หรือปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ตามต้องการ
ยูทูป (YouTube) ยืนยันว่าพร้อมให้ความสำคัญกับอำนาจการตัดสินใจของครีเอเตอร์ในการถ่ายทอดเรื่องราว ขณะเดียวกันก็มอบความยืดหยุ่นให้ผู้ชมได้รับชมในรูปแบบที่ต้องการ เพื่อก้าวสู่ยุคถัดไปของการเล่าเรื่องระดับโลก







