สัญญาณอันตรายแพลตฟอร์มคนไทย สู้ทุนต่างชาติไม่ไหวทยอยปิดบริการ

14 ม.ค. 2569 | 06:53 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 07:06 น.

วงการดิจิทัลไทยระส่ำ! แพลตฟอร์มสัญชาติไทยทยอยปิดตัว สะท้อนวิกฤตเสียเปรียบด้านเงินทุนและไร้แรงหนุนภาครัฐ ทำให้อีคอมเมิร์ซไทยล่มสลายตกอยู่ในมือทุนต่างชาติเบ็ดเสร็จ

KEY

POINTS

  • แพลตฟอร์มดิจิทัลสัญชาติไทย เช่น NocNoc และ Flash Express (ในมาเลเซีย) ทยอยประกาศปิดกิจการเนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนและไม่สามารถแข่งขันได้
  • สาเหตุหลักมาจากการเสียเปรียบด้านเงินทุนเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีทุนหนากว่า ประกอบกับการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยระดมทุนได้ยาก เพราะนักลงทุนต่างชาติมักให้ความสำคัญกับตลาดที่ใหญ่กว่า เช่น อินโดนีเซีย ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

ปรากฎการณ์ช็อคแวดวงแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยตั้งแต่ต้นปี โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยเริ่มทยอยออกมาประกาศปิดกิจการ เริ่มต้นจาก NocNoc แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซื้อขายของตกแต่งบ้าน ที่มียักษ์ใหญ่อย่าง SGG และไทยเบฟ ถือหุ้นใหญ่ และแพลตฟอร์มสัญชาติไทยรายเดียวที่เหลืออยู่ ประกาศยุติการให้บริการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตามมาด้วย Flash Express ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ รายแรกของไทยที่สยายปีกออกสู่ภูมิภาค ได้ประกาศยุติการดำเนินงานในมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดปิดตัวถาวรในวันที่31 มกราคม 2569

แหล่งข่าวจากวงการแพลตฟอร์มดิจิทัลรายหนึ่ง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทย ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเสียเปรียบแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งเรื่องต้นทุน และเงินทุนสนับสนุน โดยเฉพาะ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่วันนี้ ไม่เหลือแพลตฟอร์มของคนไทย มีแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสต่างชาติ 3 รายใหญ่ กับธุรกิจแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ต่างชาติ ที่วันนี้ มีอำนาจเหนือตลาด และผูกขาด

สัญญาณอันตรายแพลตฟอร์มคนไทย สู้ทุนต่างชาติไม่ไหวทยอยปิดบริการ

โดยกรณี บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้ให้บริการ NocNoc แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสสินค้าตกแต่งบ้าน ซึ่งเป็นความร่วมมือยักษ์ใหญ่ระหว่างกลุ่ม SCGและกลุ่มไทยเบฟ-เฟรเซอร์ส (ถือหุ้นฝ่ายละ 50%) ได้ประกาศยุติการให้บริการแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ โดยจะหยุดรับคำสั่งซื้อสินค้าและบริการตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

โดยการปิดตัวของ NocNoc สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุน เริ่มถอดใจจากธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และมุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2563-2567 บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้ให้บริการ NocNoc มียอดขาดทุนสะสม สูงถึง 4.39 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นเกมยาว และต้องใช้เงินลงทุนด้านการตลาดสูง เพื่ออุดหนุนส่วนลด และบริการส่งฟรี

ส่วนกรณีล่าสุดของ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพของไทยรายแรกที่ขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค ประกาศปิดให้บริการ Flash Express ในมาเลเซีย โดยสาเหตุหลักมาจาก แฟลช เอ็กซ์เพรส เข้าสู่ตลาดมาเลเซียในเดือนตุลาคม 2564 โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2565 ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วนรายหลังสุดในมาเลเซีย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และผู้ให้บริการขนส่งระดับโลกได้

สัญญาณอันตรายแพลตฟอร์มคนไทย สู้ทุนต่างชาติไม่ไหวทยอยปิดบริการ นอกจากนี้บริการอีคอมเมิร์ซ ทั้งช้อปปี้ และลาซาด้า ยังมีบริการขนส่งตัวเอง อีกทั้งมาเลเซีย ยังมีนโยบายควบคุมค่าบริการ ทำให้ แฟลช เอ็กซ์เพรส ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ตัดราคาได้ ทำให้แฟลช เอ็กซ์เพรส ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง และกลับมามุ่งให้ความสำคัญกับตลาดที่สามารถทำกำไร โดยจากข้อมูลปี 2567 แฟลช เอ็กซ์เพรส มีรายได้รวมประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาทพลิกทำกำไร 940.54 ล้านบาท จากเดิมปี 2566 มีรายได้ 1.99 หมื่นล้านบาท ขาดทุน 559 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการแพลตฟอร์มดิจิทัล กล่าวต่อไปอีกว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ปิดตัวไป เพราะอยู่ในบริการดิจิทัลดั่งเดิม ทั้งอีคอมเมิร์ซ และบริการขนส่งที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้มองว่าตลาดบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทยยังมีอนาคต และมีช่องทางการเดิบโตอีกมหาศาล เพียงแต่ต้องหารูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การนำ AI ไปประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ หรือ หุ่นยนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากราคาถูกลง

ขณะที่ นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เปิดเผยมุมมองวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดแพลตฟอร์มและอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยระบุว่า ยุคสมัยของการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ หรืออีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยได้สิ้นสุดลงนานแล้ว และโอกาสสำคัญได้หลุดลอยไปตั้งแต่ช่วงก่อนที่ลาซาด้าจะขายกิจการให้แก่อาลีบาบา

จากการดำเนินธุรกิจของ LINE MAN Wongnai กว่าจะก้าวมาถึงจุดที่เริ่มทำกำไรได้ บริษัทต้องใช้เงินลงทุนสะสมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 1.5 แสนล้านบาท การเข้าถึงผู้บริโภค (Penetrate) ควบคู่ไปกับการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อสร้างสเกลให้มากพอ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีขนาดใหญ่กว่าฟู้ดเดลิเวอรีประมาณ 7-8 เท่า ซึ่งต้องการใช้เงินทุนย่อมสูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเมินว่าหากต้องการเจาะตลาดเพื่อขึ้นเป็นผู้เล่นระดับ Top 3 ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะต้องเตรียมงบประมาณลงทุนไว้สูงถึง 7-8 หมื่นล้านบาท

หัวใจสำคัญของเทคสตาร์ทอัพที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มคือ “ความสามารถในการหาเงินลงทุน” ซึ่งมักถูกมองข้ามจากคนภายนอกที่มักให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องการตลาด ระบบ หรือบริการ แต่ในความเป็นจริงทุกองค์ประกอบต้องขับเคลื่อนด้วยเงินทุน โดยปัจจัยการระดมทุนขึ้นอยู่กับสองส่วนหลัก คือ ทีมผู้บริหาร (Founder) และ “สถานที่ตั้ง” ของธุรกิจ

นายยอด ชี้ให้เห็นความเสียเปรียบของตลาดไทยว่า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งมักให้ความสำคัญกับตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น อินโดนีเซีย

“หากย้อนกลับไป 5-10 ปีที่แล้ว สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเท่ากัน รายหนึ่งทำตลาดในไทย แต่อีกรายทำในอินโดนีเซีย ผู้ที่อยู่ในอินโดนีเซียจะระดมทุนได้มากกว่าไทยถึง 10 เท่า และหากเป็นอินเดียอาจสูงถึง 100 เท่า นี่คืออำนาจของขนาดตลาด รวมถึงเรื่องของจังหวะเวลา (Timing) และโชคที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง”