KEY
POINTS
ปรากฎการณ์ช็อคแวดวงแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยตั้งแต่ต้นปี โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยเริ่มทยอยออกมาประกาศปิดกิจการ เริ่มต้นจาก NocNoc แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซื้อขายของตกแต่งบ้าน ที่มียักษ์ใหญ่อย่าง SGG และไทยเบฟ ถือหุ้นใหญ่ และแพลตฟอร์มสัญชาติไทยรายเดียวที่เหลืออยู่ ประกาศยุติการให้บริการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตามมาด้วย Flash Express ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ รายแรกของไทยที่สยายปีกออกสู่ภูมิภาค ได้ประกาศยุติการดำเนินงานในมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดปิดตัวถาวรในวันที่31 มกราคม 2569
แหล่งข่าวจากวงการแพลตฟอร์มดิจิทัลรายหนึ่ง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทย ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเสียเปรียบแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งเรื่องต้นทุน และเงินทุนสนับสนุน โดยเฉพาะ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่วันนี้ ไม่เหลือแพลตฟอร์มของคนไทย มีแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสต่างชาติ 3 รายใหญ่ กับธุรกิจแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ต่างชาติ ที่วันนี้ มีอำนาจเหนือตลาด และผูกขาด
โดยกรณี บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้ให้บริการ NocNoc แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสสินค้าตกแต่งบ้าน ซึ่งเป็นความร่วมมือยักษ์ใหญ่ระหว่างกลุ่ม SCGและกลุ่มไทยเบฟ-เฟรเซอร์ส (ถือหุ้นฝ่ายละ 50%) ได้ประกาศยุติการให้บริการแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ โดยจะหยุดรับคำสั่งซื้อสินค้าและบริการตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
โดยการปิดตัวของ NocNoc สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุน เริ่มถอดใจจากธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และมุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2563-2567 บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้ให้บริการ NocNoc มียอดขาดทุนสะสม สูงถึง 4.39 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นเกมยาว และต้องใช้เงินลงทุนด้านการตลาดสูง เพื่ออุดหนุนส่วนลด และบริการส่งฟรี
ส่วนกรณีล่าสุดของ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพของไทยรายแรกที่ขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค ประกาศปิดให้บริการ Flash Express ในมาเลเซีย โดยสาเหตุหลักมาจาก แฟลช เอ็กซ์เพรส เข้าสู่ตลาดมาเลเซียในเดือนตุลาคม 2564 โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2565 ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วนรายหลังสุดในมาเลเซีย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และผู้ให้บริการขนส่งระดับโลกได้
แหล่งข่าวจากวงการแพลตฟอร์มดิจิทัล กล่าวต่อไปอีกว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ปิดตัวไป เพราะอยู่ในบริการดิจิทัลดั่งเดิม ทั้งอีคอมเมิร์ซ และบริการขนส่งที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้มองว่าตลาดบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทยยังมีอนาคต และมีช่องทางการเดิบโตอีกมหาศาล เพียงแต่ต้องหารูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การนำ AI ไปประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ หรือ หุ่นยนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากราคาถูกลง
ขณะที่ นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนดีมานด์และฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เปิดเผยมุมมองวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดแพลตฟอร์มและอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยระบุว่า ยุคสมัยของการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ หรืออีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยได้สิ้นสุดลงนานแล้ว และโอกาสสำคัญได้หลุดลอยไปตั้งแต่ช่วงก่อนที่ลาซาด้าจะขายกิจการให้แก่อาลีบาบา
จากการดำเนินธุรกิจของ LINE MAN Wongnai กว่าจะก้าวมาถึงจุดที่เริ่มทำกำไรได้ บริษัทต้องใช้เงินลงทุนสะสมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 1.5 แสนล้านบาท การเข้าถึงผู้บริโภค (Penetrate) ควบคู่ไปกับการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อสร้างสเกลให้มากพอ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล
เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีขนาดใหญ่กว่าฟู้ดเดลิเวอรีประมาณ 7-8 เท่า ซึ่งต้องการใช้เงินทุนย่อมสูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเมินว่าหากต้องการเจาะตลาดเพื่อขึ้นเป็นผู้เล่นระดับ Top 3 ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะต้องเตรียมงบประมาณลงทุนไว้สูงถึง 7-8 หมื่นล้านบาท
หัวใจสำคัญของเทคสตาร์ทอัพที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มคือ “ความสามารถในการหาเงินลงทุน” ซึ่งมักถูกมองข้ามจากคนภายนอกที่มักให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องการตลาด ระบบ หรือบริการ แต่ในความเป็นจริงทุกองค์ประกอบต้องขับเคลื่อนด้วยเงินทุน โดยปัจจัยการระดมทุนขึ้นอยู่กับสองส่วนหลัก คือ ทีมผู้บริหาร (Founder) และ “สถานที่ตั้ง” ของธุรกิจ
นายยอด ชี้ให้เห็นความเสียเปรียบของตลาดไทยว่า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งมักให้ความสำคัญกับตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น อินโดนีเซีย
“หากย้อนกลับไป 5-10 ปีที่แล้ว สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเท่ากัน รายหนึ่งทำตลาดในไทย แต่อีกรายทำในอินโดนีเซีย ผู้ที่อยู่ในอินโดนีเซียจะระดมทุนได้มากกว่าไทยถึง 10 เท่า และหากเป็นอินเดียอาจสูงถึง 100 เท่า นี่คืออำนาจของขนาดตลาด รวมถึงเรื่องของจังหวะเวลา (Timing) และโชคที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง”