
คุมเข้มความปลอดภัยเว็บไซต์ บังคับใช้มาตรฐานใหม่ เริ่มปี 69
ราชกิจจาฯ กำหนดมาตรฐานเว็บไซต์ปลอดภัย (Website Security Standard)” บังคับใช้ปี 69 หน่วยงานรัฐต้องใส่ใน TOR ผู้รับงานต้องมีนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ใช้ MFA พร้อมระบบตรวจสอบต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายไซเบอร์ไทย
KEY
POINTS
- ราชกิจจานุเบกษาประกาศ "มาตรฐานเว็บไซต์ปลอดภัย" กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องบรรจุใน TOR การจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569
- มาตรฐานใหม่ครอบคลุมข้อกำหนดทางเทคนิคที่เข้มงวดขึ้น เช่น การใช้ SSL/TLS, การอัปเดตระบบ, การติดตั้ง Firewall/WAF และการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA)
- บริษัทเอกชนที่รับงานกับภาครัฐต้องปรับตัวและพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่นี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ “มาตรฐานเว็บไซต์ปลอดภัย (Website Security Standard)” กำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐต้องบรรจุข้อกำหนดนี้ไว้ใน TOR ของการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคาม และสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการประชาชน ขณะที่บริษัทเอกชนที่รับงานรัฐต้องเร่งปรับตัวอย่างเร่งด่วน
ปัจจุบัน เว็บไซต์ภาครัฐตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ การแก้ไขหน้าเว็บเพื่อบิดเบือนข้อมูล การสร้างเว็บปลอมเพื่อหลอกประชาชน หรือการใช้เป็นช่องทางแพร่กระจายมัลแวร์
มาตรฐานนี้ถูกจัดทำและประกาศโดย คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. – NCSA) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ในการกำหนดมาตรการ มาตรฐาน และติดตามการบังคับใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมถึงหน่วยงานรัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงเว็บไซต์ที่ประชาชนเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะหรือธุรกรรมออนไลน์ ทั้งนี้ยังครอบคลุมทั้งระบบที่ติดตั้งในองค์กร ระบบบนคลาวด์ และระบบโฮสติ้งเว็บไซต์
องค์ประกอบสำคัญของมาตรฐาน
โครงสร้างของมาตรฐานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- การกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การจัดทำนโยบาย การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ และการบริหารความเสี่ยง
- การปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การป้องกัน การตรวจจับภัยคุกคาม การตอบสนองเหตุการณ์เมื่อถูกโจมตี ไปจนถึงการกู้คืนระบบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ข้อกำหนดที่ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการ เช่น การใช้ SSL/TLS ที่ปลอดภัย การอัปเดตระบบและซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย ไฟร์วอลล์ หรือ WAF และการมีแผนตอบสนองกรณีเกิดเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติมที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยได้ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร
ผลกระทบต่อเอกชน
นอกจากหน่วยงานรัฐแล้ว บริษัทเอกชนที่รับงานกับภาครัฐ โดยเฉพาะผู้พัฒนาเว็บไซต์ ผู้ให้บริการโฮสติ้ง และผู้ให้บริการคลาวด์ จะต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด เนื่องจาก TOR ของภาครัฐจะเริ่มระบุเงื่อนไขความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานนี้เป็นข้อบังคับ
ผู้รับจ้างจึงจำเป็นต้องพัฒนาเว็บไซต์โดยยึดหลัก Security by Design มีการทดสอบความปลอดภัยสม่ำเสมอ ใช้มาตรการด้าน SSL/TLS ที่ได้มาตรฐาน มีระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ รวมถึงเตรียมบุคลากรและทีมงานที่เข้าใจแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่นี้
ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร
มาตรฐานใหม่นี้ไม่เพียงแต่ยกระดับความปลอดภัยในเชิงนโยบายและเทคนิค แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการเว็บไซต์ภาครัฐ ว่าจะได้รับบริการที่มีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี การปลอมแปลงข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ
สรุปสาระหลัก ประกาศ "มาตรฐานเว็บไซต์ปลอดภัย"
หลักการพื้นฐาน (CIA Triad)
มาตรฐานดังกล่าวยึดตามหลักสากล CIA Triad ได้แก่
- Confidentiality: คุ้มครองความลับของข้อมูล
- Integrity: ป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกแก้ไขโดยมิชอบ
- Availability: ระบบต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา
องค์ประกอบสำคัญของมาตรฐาน
หน่วยงานและผู้รับจ้างต้องมี นโยบายความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์ ที่ชัดเจน กำหนดบทบาท–ความรับผิดชอบและแนวทางบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการทางเทคนิค เช่น
- ใช้ SSL/TLS ที่ปลอดภัย
- อัปเดต OS, Web Server, CMS, Database อย่างต่อเนื่อง
- ติดตั้ง Firewall, WAF, DNSSEC, EDR/XDR
- มีระบบ Monitoring, Incident Response และ Recovery เพื่อรับมือเมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์
บังคับใช้ Multi-Factor Authentication (MFA)
อีกหนึ่งข้อกำหนดสำคัญคือ MFA เพื่อควบคุมการเข้าถึง โดยต้องใช้ใน 3 กรณีหลัก
- ผู้ดูแลระบบ (Admin/DevOps/Developer) ที่เข้าถึง Web Server, Database, CMS
- ผู้ใช้งานระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหว เช่น e-Service ภาครัฐ หรือธุรกรรมการเงิน
- การเข้าถึงจากระยะไกล เช่น SSH, VPN, Admin Panel
วิธีการที่แนะนำ ได้แก่ OTP จากแอป, Push Notification, Hardware Token (เช่น YubiKey), หรือ Biometric หากระบบรองรับ
แนวทางตรวจสอบและการบังคับใช้
ทุกหน่วยงานต้องมี Checklist การตรวจสอบเว็บไซต์ พร้อมรายงานการแก้ไข (Remediation Report) ขณะที่ภาคเอกชนแม้ไม่ถูกบังคับใช้โดยตรง แต่ประกาศดังกล่าวแนะนำให้นำแนวทางนี้ไปใช้ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงทางไซเบอร์
ประกาศราชกิจจานุเบกษา “มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์” ฉบับเต็ม






