thansettakij
กขค. เตรียมออกกฎใหม่ คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องรายย่อยจากทุนใหญ่

กขค. เตรียมออกกฎใหม่ คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องรายย่อยจากทุนใหญ่

17 ก.ย. 2568 | 07:02 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 2568 | 07:03 น.

กขค.เตรียมออกกฎใหม่ อี-คอมเมิร์ซ ป้องร้านค้ารายย่อยจากทุนใหญ่ หลังเปิดรับฟังสาธารณทุนใหญ่บีบร้านเล็ก หั่นค่าคอมฯ ผูกขาดขนส่ง ล้วงข้อมูลข้ามแอป

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เปิดเผยรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และ การกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือ จำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) ว่า การกำกับแพลตฟอร์มในยุคใหม่ไม่สามารถรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ (Ex-post) ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า (Ex-ante) เพราะตลาดยุคนี้เกิดทิปปิ้ง หรือภาวะที่ตลาดพลิกไปผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงรายเดียวหรือไม่กี่ราย จากอิทธิพลของเครือข่ายขนาดใหญ่ ข้อมูลที่ผู้บริโภคมอบให้กลายเป็นต้นทุนที่ถูกใช้เพื่อสร้างอำนาจเหนือการแข่งขัน

ดังนั้น หากไทยไม่เร่งกำหนดกติกาชัดเจน การแข่งขันในประเทศจะเสียเปรียบต่อแพลตฟอร์มระดับโลกที่ใช้โมเดลเดียวกันทั่วโลก เช่น กลุ่ม GAFA-M (Google, Apple, Facebook, Amazon, Microsoft) โดยแนวทางใหม่นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการแข่งขันที่เป็นธรรม ปกป้องสิทธิผู้บริโภค และสร้างความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม  ร่างแนวปฏิบัติจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 18 กันยายน ก่อนเสนอคณะกรรมการ กขค. พิจารณา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายในตุลาคม 2568 หากแพลตฟอร์มใดฝ่าฝืน อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าและมีโทษทางอาญา ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรการกำกับอีคอมเมิร์ซไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด

 

ร้านค้า กำไรหด ขนส่งถูกผูกขาด

 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2025 กำลังถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยเฉพาะ Shopee ที่ขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่ง ด้วยรายได้พุ่งทะลุ 85,791 ล้านบาท และกำไรเกิน 5,425 ล้านบาทภายในปีเดียว เติบโตเร็วจนน่าตกใจ ขณะที่ร้านค้ารายย่อยไทยยิ่งขายยิ่งขาดทุน เพราะถูกหักค่าคอมมิชชัน 15-25% แต่เหลือกำไรไม่ถึง 10% ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากทยอยปิดตัวลงอย่างสิ้นหวัง

 แพลตฟอร์มที่ควรเป็นแค่ตัวกลาง กำลังกลายเป็นเจ้าของตลาดทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้า ระบบขนส่ง ไปจนถึงช่องทางโฆษณา และการเงิน ร้านค้าไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ แม้แต่การเลือกบริษัทขนส่งเองก็ยังทำไม่ได้ ทุกอย่างถูกจำกัดสิทธิ์อย่างเข้มงวด รวมถึงเบอร์โทร ที่อยู่ และการติดต่อกับลูกค้า เท่ากับตัดขาดร้านค้าออกจากฐานลูกค้าของตัวเองอย่างถาวร

 

กขค. เตรียมออกกฎใหม่ คุมเข้มอีคอมเมิร์ซ ป้องร้านค้ารายย่อยจากทุนใหญ่

จุดเปราะอีกด้านคือการปล่อยให้สินค้าจากจีนทะลักเข้ามาแบบไร้ภาษี ไร้มาตรฐาน ส่งผลให้ราคาต่ำแบบสุดขั้ว เช่น ทิชชู่จีนขายแค่ 9.5 บาท ขณะที่ของไทยขาย 64 บาท ร้านจีนไม่ต้องเสียค่าส่ง ไม่ต้องเช่าร้าน ไม่ต้องจ่ายโฆษณา แต่กลับแย่งลูกค้าไปทั้งหมด เท่ากับทำลายผู้ผลิตไทยซ้ำซากโดยรัฐไม่ยื่นมือใดๆ เข้ามา

 ระบบขนส่งก็ถูกกำหนดไว้ตายตัว ร้านค้าไม่มีสิทธิตัดสินใจเอง เช่น TikTok Shop บังคับใช้ J&T Express เพียงเจ้าเดียว โดยมีข้อสงสัยว่าแพลตฟอร์มอาจหาประโยชน์จากช่องว่างราคา เช่น คิดค่าส่งลูกค้า 20 บาท แต่จ่ายขนส่งจริงเพียง 8 บาท ส่วนต่างตกเป็นรายได้ของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ผู้ให้บริการขนส่งหรือร้านค้า แต่แพลตฟอร์มกลับผลักค่าส่งนั้นไปนับรวมเป็นรายได้ของร้านค้าในระบบบัญชี ผลคือ ผู้ขายต้องเสียภาษีจากเงินที่ตัวเองไม่เคยได้จริง

 ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน Marketplace ประเทศไทย 2024 ยังระบุว่า SPX Express ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ในเครือ Shopee มีรายได้สูงถึง 23,498 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 469 ล้านบาท ขณะที่ Lazada Express มีรายได้รวม 14,329 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,742 ล้านบาท

 นายภาวุธ กล่าวว่า การผูกขาดขนส่งไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสะท้อนว่าผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย ขายของก็ต้องใช้ระบบแพลตฟอร์ม ขนส่งก็ต้องใช้ของเขา ข้อมูลลูกค้าก็โดนปิด ค่าโฆษณาก็ต้องซื้อผ่านเขาอีก ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ในมือแพลตฟอร์ม และวันนี้มันไม่ใช่แค่การค้าออนไลน์อีกต่อไป แต่มันเริ่มลามไปสู่ระบบโลจิสติกส์  ธนาคาร ค้าปลีก ประกัน และแม้แต่สื่อโฆษณาแล้ว

 

ด้านนางสาวปิยาพัชร ทับอินทร์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานคดี รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงาน กขค. กล่าวว่า การจัดทำร่างประกาศฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันพฤติกรรมผูกขาด ควบคุมตลาด หรือทำลายการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นเรดโอเชียนที่ต้องเร่งกำกับเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มสูงเกินควร การบีบบังคับให้ใช้บริการขนส่งภายในเครือ หรือการบังคับให้ร้านค้าต้องเข้าร่วมโปรโมชั่นราคาต่ำ ซึ่งล้วนส่งผลให้ผู้ขายเสียเปรียบอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

 

แนวปฏิบัตินี้จะอ้างอิงจาก พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 54-58 โดยเฉพาะมาตรา 58 ที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจมีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคาสินค้าในระบบ การเลือกปฏิบัติระหว่างร้านค้า การใช้อัลกอริทึมจัดอันดับเพื่อเอื้อร้านในเครือ และการบังคับใช้บริการโลจิสติกส์เฉพาะรายในเครือของตน

 โดยร่างประกาศนี้จะยึด 4 หลักใหญ่ ได้แก่

  • ต้องดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม
  • ห้ามเลือกปฏิบัติหรือกีดกัน
  • เงื่อนไขทางธุรกิจต้องมีเหตุผลรองรับได้
  • ต้องไม่ลดทอนการแข่งขันในตลาด รวมถึงการระบุพฤติกรรมต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน เช่น การห้ามร้านค้าตั้งราคาต่ำกว่าที่กำหนด การใช้อัลกอริทึมลดอันดับร้านที่ไม่ซื้อโฆษณา การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย และการใช้ข้อมูลของร้านค้ามาเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตน

 

นอกจากนี้ ยังกำหนดข้อห้ามเฉพาะเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์ เช่น การบังคับให้ร้านค้าใช้บริการ Fulfillment หรือระบบขนส่งที่แพลตฟอร์มเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว การจำกัดหรือปิดกั้นไม่ให้ร้านค้าเลือกใช้บริการขนส่งจากผู้ให้บริการภายนอก แม้ว่าจะมีต้นทุนต่ำหรือมีความสะดวกมากกว่า รวมถึงการคิดค่าขนส่งแฝงเพิ่มเติมโดยไม่เปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ลดเสรีภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ขายรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ

แม้แพลตฟอร์มหลายแห่งจะจดทะเบียนในต่างประเทศ แต่หากธุรกรรมหรือพฤติกรรมเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในประเทศไทย กขค.สามารถนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้ได้ทันที โดยถือเป็นครั้งแรกที่จะมีการบังคับใช้มาตรา 58 อย่างจริงจัง เพื่อปิดช่องว่างของธุรกิจดิจิทัลที่ดำเนินการข้ามพรมแดน แต่เข้ามาครอบครองตลาดในประเทศโดยไร้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

ขณะที่ นายทรงพล สุวรรณพงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการอัยการสูงสุด เเล ะรองโฆษก อสส. กล่าวว่า ร่างประกาศฉบับนี้ ช่วยกำหนดกติกาที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลักษณะเชื่อมโยงหลายฝ่าย ทั้งผู้ขาย ผู้ขนส่ง และผู้ให้บริการอื่นๆ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าโปร่งใส ลดปัญหาการใช้ดุลพินิจที่กว้างเกินไป และได้บรรจุการนิยามคำว่าอัลกอริทึม ไว้อย่างชัดเจน เพราะเป็นหัวใจของระบบแพลตฟอร์มที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้ค้าและผู้บริโภค เช่น การจัดลำดับผลการค้นหา หรือการบังคับให้เลือกผู้ให้บริการขนส่งเพียงรายเดียว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการเอาเปรียบและเข้าข่ายไม่เป็นธรรม

 ส่วนของถ้อยคำทางกฎหมาย เสนอให้ปรับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีการใช้คำว่า และ/หรือ ระหว่างบทบัญญัติต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าการกระทำผิดจะต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไขจึงจะถือว่าผิด ทั้งที่ในความเป็นจริง เพียงแค่เข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือว่ามีความผิดได้ตามกฎหมายแม่บท

 หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้เอง โดยควรมีอย่างน้อย 3 รายให้เลือกอย่างเสรี ไม่ใช่ถูกล็อกไว้กับขนส่งเจ้าเดียวโดยระบบของแพลตฟอร์ม เพราะถือเป็นการบีบทางอ้อมและทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมเสนอให้พิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้ขายแบกรับภาระมากเกินไป.