
การโจมตีทางไซเบอร์ที่หนักหน่วงมาพร้อมกับ 5G
บทความพิเศษ
โดยพันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อดีตรองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.และในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย
เทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ต้องมีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้นกว่าเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอดีต
Zhou Hongyi ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และผู้บริหารระดับสูงของ Qihoo 360 Technology บริษัทผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของจีน ได้คาดการณ์ว่าการใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G และการขยายสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทต่างๆ ในจีนอย่างมาก แต่เนื่องจาก 5G เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำให้เกิดการทำงานระบบอัตโนมัติและสามารถสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้คนได้มากขึ้น จึงมีการนำซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นมาใช้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิดข้อบกพร่องและช่องว่างทางด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
บริษัท Qihoo 360 Technology ยังได้ประกาศว่าบริษัทจะเน้นการให้บริการด้านความปลอดภัยขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปัจจุบันบริษัทฯ มีความสามารถในการออกแบบระบบป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจร และเป็นธุรกิจรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตที่มุ่งเน้นผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในประเทศจีนได้
ณ สิ้นปี 2018 บริการทางด้านรักษาความปลอดภัยบนโทรศัพท์เคลื่อนของบริษัทดังกล่าว มีผู้ใช้บริการโดยเฉลี่ยมากกว่า 460 ล้านรายต่อเดือน ในขณะที่ลูกค้าของบริการรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปโดยเฉลี่ยมีมากกว่า 500 ล้านรายต่อเดือน ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งบริการเหล่านั้นดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตกว่า 3,800 คน
นอกจากนี้ บริษัทยังให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัย การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา แก่ธุรกิจเกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์ เกม และฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ รวมถึงการฝึกอบรมให้กับหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั่วประเทศ โดยในปี 2018 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 13,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 7.3% จากปี 2017
เนื่องจากเทคโนโลยี 5G มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าเครือข่าย 4G ในปัจจุบันไ้มากถึง 100 เท่า ดังนั้น 5G จึงได้รับการจัดให้เป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Internet of Things (IoT) รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เมืองอัจฉริยะ และแอปพลิเคชันใหม่ๆ บนมือถือ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักสำหรับอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีนได้เริ่มนำเสนอโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G แล้ว แม้ว่าจีนกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่าย 5G ในเชิงพาณิชย์ก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบริษัทด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของจีนได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยมีแผนการที่จะสร้างขีดความสามารถให้กับองค์กรและภาครัฐ ซึ่งประเทศจีนยังคงมีความต้องการในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการผลักดันการริเริ่มโครงการเมืองอัจฉริยะ ตลอดจนการนำแอปพลิเคชันใหม่มาใช้บนเครือข่าย 5G การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีคลาวด์
โดยปัจจุบันพบว่าประเทศจีนมีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกประมาณ 854 ล้านคน (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2019) และรัฐบาลจีนยังพยายามส่งเสริมบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่สามารถรองรับการพัฒนาทางเทคโนโลยีระดับสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคตรวมถึงการขยายการดำเนินการไปในระดับภูมิภาค เนื่องจากรัฐบาลจีนมีการกำหนดนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) หรือโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จีนใช้ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงการค้าโลก ผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้กับบริษัทต่างๆ ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีโอกาสในการขยายการดำเนินงานไปยังต่างประเทศมากขึ้น
สำนักวิจัย IDC ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 อุตสาหกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะมีมูลค่าสูงถึง 17,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 7,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019 นี้ โดยคาดว่าจะมีการใช้จ่ายจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและบริการทางการเงินมากที่สุด รวมถึงภาครัฐด้วย
ซึ่งข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีเพิ่มมากขึ้นในตลาดสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในอดีตที่ผ่านมาหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำให้ผู้คนไม่สามารถอ่านข่าวออนไลน์หรือรับส่งอีเมลได้ แต่ในปัจจุบันหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต จะทำให้ผู้คนไม่สามารถสั่งอาหารออนไลน์ พูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ใช้บริการเรียกรถแท็กซี่ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดังนั้นความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในปัจจุบันจะมีความเกี่ยวข้องทั้งกับชีวิตประจำวันของผู้คน สังคม และประเทศชาติโดยรวม
ดังนั้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยการเตรียมความพร้อมรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่นับวันจะยิ่งมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงไม่ใช่เพียงแค่เป็นวิสัยทัศน์อีกต่อไป เพราะหากไม่ลงมือสร้างขีดความสามารถด้านบุคลากรและเครื่องมือทางเทคโนโลยีในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ก็อาจทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับหายนะที่รับไม่ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันพัฒนามาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เหมาะสมต่อไป










