
‘ทีโอที-แคท’ โดนเท!!! หลัง ครม.ไฟเขียวตั้งบ.ลูก
ในที่สุดคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ให้จัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (National Broadband Network : NBN Co) และโครงการจัดตั้งบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (Neutral Gateway & Data Center: NGDC Co) ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท
++ย้อนรอย
เป็นเพราะ ทีโอที และ แคท ถูกติดอันดับ 2 ใน 7 รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ประสบปัญหาผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นที่มาที่ คนร.(คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ให้2 หน่วยงานรัฐเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ โดยก่อนหน้านี้ คนร.ได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที (เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดศ.) หารูปแบบเพื่อปรับโครงสร้างจากเดิมตั้งบริษัทลูก 3 บริษัท คือ 1.บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศฯ (NBN CO) 2.บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศฯ (NGN CO) และ 3.บริษัทศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ตฯ (IDC CO) โดยเบื้องต้นทั้ง 3 บริษัทจะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ยกเว้นบริษัทไอดีซีฯ จะต้องเป็นเอกชนเพื่อให้มีความคล่องตัวในการแข่งขัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 บริษัทย่อย (ดูตารางประกอบ)
** เร่งชี้แจงพนักงาน
แต่ทว่าการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ครั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะกำกับดูแลทั้ง 2 หน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่พนักงานและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท เกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
พร้อมจัดทำรายละเอียดแผนดำเนินการที่สมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงแผนธุรกิจของ NBN Co และ NGDC Co ที่รวมสินทรัพย์ตามโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในการคำนวณแล้ว เพื่อให้สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินประมาณการรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนทางการเงินที่แท้จริง รวมทั้งแผนถ่ายโอนทรัพย์สินแผนโอนย้ายพนักงาน และแนวทางในการกำกับดูแลการดำเนินการ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและคณะรัฐมนตรีต่อไป
**ต้องขอใบอนุญาตใหม่
ไม่เพียงเท่านี้ต้องส่งแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจและแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการเสนอคณะกรรมการ กสทช. พิจารณาเห็นชอบ และภายหลังการจัดตั้งNBN Co และNGDC Co จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากคณะกรรมการ กสทช.
**ชำแหละผลดี/เสีย
ขณะที่นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการที่ ครม. อนุมัติการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด หรือ NBN และ บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เนต จำกัด หรือ NGDC ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลนี้และรัฐบาลก่อนๆหลายชุด พยายามปรับโครงสร้างการบริหารและสถานะการแข่งขันของ 2 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมอย่าง แคท และ ทีโอที
ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าช่วงหลังการดำเนินงานของ แคท และ ทีโอที มีรายได้ลดลงอย่างมากและไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทเอกชนในตลาดได้ แม้จะมีสินทรัพย์ โครงข่ายและกำลังคน ที่มากกว่า ซึ่งปัจจัยบางส่วนมาจากการบริหารงานและการลงทุนที่อาจจะซ้ำซ้อนกันเอง ตลอดจนการทำตลาดที่ไม่สอดคล้องหรือบางครั้งแข่งขันเอง
ข้อดีที่มองเห็นคือการนำสินทรัพย์ของทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจเดิมมารวมกันเพื่อให้เกิดการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งพอที่จะให้บริษัททั้ง 2 มีทรัพยากรด้านเทคโนโลยีไปต่อกรหรือช่วงชิงลูกค้ากลับมาสร้างรายได้ ซึ่งดูจะเป็นความหวังของการ จัดตั้งทั้ง 2 บริษัทใหม่ดังกล่าว รวมถึงการปรับโครงสร้างด้านการบริหารงานและถ่ายเทคนโดยเฉพาะบุคลากรที่ยังมีศักยภาพ แต่ทั้งนี้ ณ สภาพปัจจุบันต้องยอมรับว่า
ทั้ง แคท และ ทีโอที ก็เสียลูกค้าที่เป็นฐานรายได้ในทั้งบริการบรอดแบนด์ในประเทศ โครงข่ายต่างประเทศ และแม้แต่บริการ IDC ไปให้เอกชนแล้วไม่น้อย ที่ยังคงเหลืออยู่ส่วนมากจะเป็นบริการของหน่วยงานรัฐเองที่ยังคงเป็นลูกค้าหลัก
++ตั้งบ.ย่อยไม่ใช่สูตรสำเร็จ
ในระยะยาวต่อจากนี้การตั้งบริษัทและรวมสินทรัพย์จะยังไม่ใช่สูตรสำเร็จของการกอบกู้สถานการณ์ ทั้ง NBN Co และ NGDC Co ต้องเร่งปรับโครงสร้างการบริหาร หาคนเก่งๆ มาเป็นคนบริหารโครงข่ายและทรัพยากรที่มีให้เกิดมูลค่าและรายได้ ตลอดจนต้องมีการลงทุนเพิ่มเนื่องจากเทคโนโลยีเดินหน้าทุกวัน ทั้งการขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศด้วย FTTxหรือการลงทุนในโครงการเคเบิลใต้น้ำเพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนที่เอกชนจะลงทุนเอง ซึ่งทั้งหมดต้องเร่งทำและหากใช้เวลานานเท่าไหร่ทั้ง 2 บริษัทก็ยิ่งสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
**จับตาโมบายบอรดแบนด์
นอกจากนี้ยังน่าจับตามองถึงโครงข่ายโมบายบรอดแบนด์ที่ ครม. ยังไม่ได้มีมติให้รวมและนำมาจัดตั้งเป็นอีกบริษัทซึ่งในปัจจุบันและอนาคตส่วนของโมบายบรอดแบนด์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจด้านโทรคมที่มีความสำคัญมากซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับผลตอบแทนที่พนักงานเคยได้รับแต่เดิมหรือคนเดิมที่เหลืออายุการทำงานไม่มากก็จะไม่ถูกลดทอน อันเป็นแนวทางรอมชอมที่น่าจะรับได้ทั้งฝ่ายบริการและระดับปฏิบัติ
++พนักงานรับทราบสถานะ
นายสืบศักดิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของพนักงาน ทั้ง แคท และ ทีโอที ผู้บริหารทั้ง 2 องค์กร ได้มีการเดินสายทำความเข้าใจและชี้แจงพนักงานมาแล้วพอสมควร โดย ส่วนมากรับทราบสภาพและสถานะของการปรับตัวที่จะเกิด โดยเป็นที่ชัดเจนว่าพนักงานที่มีอายุงานมากแล้วจะยังคงอยู่ในองค์กรเดิม ส่วนพนักงานรุ่นใหม่ๆ ที่ยังมีระยะเวลาทำงานอีกมากพอ และเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ส่วนที่จะนำไปจัดตั้งบริษัทใหม่จะถูกโอนย้ายไป
โครงสร้างปฏิรูปของ ทีโอที และ แคท กำลังไปสู่บริบทใหม่ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนน่าจับตายิ่ง เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องจบด้วย กลุ่มทุนใหม่ ที่เตรียมเข้ามาเสียบถือหุ้นแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560
++ย้อนรอย
เป็นเพราะ ทีโอที และ แคท ถูกติดอันดับ 2 ใน 7 รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ประสบปัญหาผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นที่มาที่ คนร.(คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ให้2 หน่วยงานรัฐเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ โดยก่อนหน้านี้ คนร.ได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที (เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดศ.) หารูปแบบเพื่อปรับโครงสร้างจากเดิมตั้งบริษัทลูก 3 บริษัท คือ 1.บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศฯ (NBN CO) 2.บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศฯ (NGN CO) และ 3.บริษัทศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ตฯ (IDC CO) โดยเบื้องต้นทั้ง 3 บริษัทจะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ยกเว้นบริษัทไอดีซีฯ จะต้องเป็นเอกชนเพื่อให้มีความคล่องตัวในการแข่งขัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 บริษัทย่อย (ดูตารางประกอบ)
** เร่งชี้แจงพนักงาน
แต่ทว่าการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ครั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะกำกับดูแลทั้ง 2 หน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่พนักงานและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท เกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
พร้อมจัดทำรายละเอียดแผนดำเนินการที่สมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงแผนธุรกิจของ NBN Co และ NGDC Co ที่รวมสินทรัพย์ตามโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในการคำนวณแล้ว เพื่อให้สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินประมาณการรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนทางการเงินที่แท้จริง รวมทั้งแผนถ่ายโอนทรัพย์สินแผนโอนย้ายพนักงาน และแนวทางในการกำกับดูแลการดำเนินการ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจและคณะรัฐมนตรีต่อไป
ไม่เพียงเท่านี้ต้องส่งแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจและแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการเสนอคณะกรรมการ กสทช. พิจารณาเห็นชอบ และภายหลังการจัดตั้งNBN Co และNGDC Co จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากคณะกรรมการ กสทช.
**ชำแหละผลดี/เสีย
ขณะที่นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการที่ ครม. อนุมัติการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด หรือ NBN และ บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เนต จำกัด หรือ NGDC ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลนี้และรัฐบาลก่อนๆหลายชุด พยายามปรับโครงสร้างการบริหารและสถานะการแข่งขันของ 2 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมอย่าง แคท และ ทีโอที
ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าช่วงหลังการดำเนินงานของ แคท และ ทีโอที มีรายได้ลดลงอย่างมากและไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทเอกชนในตลาดได้ แม้จะมีสินทรัพย์ โครงข่ายและกำลังคน ที่มากกว่า ซึ่งปัจจัยบางส่วนมาจากการบริหารงานและการลงทุนที่อาจจะซ้ำซ้อนกันเอง ตลอดจนการทำตลาดที่ไม่สอดคล้องหรือบางครั้งแข่งขันเอง
ข้อดีที่มองเห็นคือการนำสินทรัพย์ของทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจเดิมมารวมกันเพื่อให้เกิดการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งพอที่จะให้บริษัททั้ง 2 มีทรัพยากรด้านเทคโนโลยีไปต่อกรหรือช่วงชิงลูกค้ากลับมาสร้างรายได้ ซึ่งดูจะเป็นความหวังของการ จัดตั้งทั้ง 2 บริษัทใหม่ดังกล่าว รวมถึงการปรับโครงสร้างด้านการบริหารงานและถ่ายเทคนโดยเฉพาะบุคลากรที่ยังมีศักยภาพ แต่ทั้งนี้ ณ สภาพปัจจุบันต้องยอมรับว่า
ทั้ง แคท และ ทีโอที ก็เสียลูกค้าที่เป็นฐานรายได้ในทั้งบริการบรอดแบนด์ในประเทศ โครงข่ายต่างประเทศ และแม้แต่บริการ IDC ไปให้เอกชนแล้วไม่น้อย ที่ยังคงเหลืออยู่ส่วนมากจะเป็นบริการของหน่วยงานรัฐเองที่ยังคงเป็นลูกค้าหลัก
++ตั้งบ.ย่อยไม่ใช่สูตรสำเร็จ
ในระยะยาวต่อจากนี้การตั้งบริษัทและรวมสินทรัพย์จะยังไม่ใช่สูตรสำเร็จของการกอบกู้สถานการณ์ ทั้ง NBN Co และ NGDC Co ต้องเร่งปรับโครงสร้างการบริหาร หาคนเก่งๆ มาเป็นคนบริหารโครงข่ายและทรัพยากรที่มีให้เกิดมูลค่าและรายได้ ตลอดจนต้องมีการลงทุนเพิ่มเนื่องจากเทคโนโลยีเดินหน้าทุกวัน ทั้งการขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศด้วย FTTxหรือการลงทุนในโครงการเคเบิลใต้น้ำเพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนที่เอกชนจะลงทุนเอง ซึ่งทั้งหมดต้องเร่งทำและหากใช้เวลานานเท่าไหร่ทั้ง 2 บริษัทก็ยิ่งสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
**จับตาโมบายบอรดแบนด์
นอกจากนี้ยังน่าจับตามองถึงโครงข่ายโมบายบรอดแบนด์ที่ ครม. ยังไม่ได้มีมติให้รวมและนำมาจัดตั้งเป็นอีกบริษัทซึ่งในปัจจุบันและอนาคตส่วนของโมบายบรอดแบนด์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจด้านโทรคมที่มีความสำคัญมากซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับผลตอบแทนที่พนักงานเคยได้รับแต่เดิมหรือคนเดิมที่เหลืออายุการทำงานไม่มากก็จะไม่ถูกลดทอน อันเป็นแนวทางรอมชอมที่น่าจะรับได้ทั้งฝ่ายบริการและระดับปฏิบัติ
++พนักงานรับทราบสถานะ
นายสืบศักดิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของพนักงาน ทั้ง แคท และ ทีโอที ผู้บริหารทั้ง 2 องค์กร ได้มีการเดินสายทำความเข้าใจและชี้แจงพนักงานมาแล้วพอสมควร โดย ส่วนมากรับทราบสภาพและสถานะของการปรับตัวที่จะเกิด โดยเป็นที่ชัดเจนว่าพนักงานที่มีอายุงานมากแล้วจะยังคงอยู่ในองค์กรเดิม ส่วนพนักงานรุ่นใหม่ๆ ที่ยังมีระยะเวลาทำงานอีกมากพอ และเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ส่วนที่จะนำไปจัดตั้งบริษัทใหม่จะถูกโอนย้ายไป
โครงสร้างปฏิรูปของ ทีโอที และ แคท กำลังไปสู่บริบทใหม่ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนน่าจับตายิ่ง เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องจบด้วย กลุ่มทุนใหม่ ที่เตรียมเข้ามาเสียบถือหุ้นแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560










