

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการทั่วโลกได้ปรับตัวใช้ Digital Solution เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรับมือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Measures) และการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมาตรการสำคัญที่อาจกระทบต่อการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก และกำลังจะบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566
คือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) หนึ่งในมาตรการภายใต้นโยบายแผนปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal) ของสหภาพยุโรป ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติที่มีมาตรการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นน้อยกว่าสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า (ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าปลายน้ำบางรายการ อาทิ นอตและสกรูที่ทำจากเหล็กและเหล็กกล้า) อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า 70-90% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนการผลิตที่สำคัญ แต่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดังนั้น เพื่อที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถติดตามและตรวจสอบการปล่อยก๊าซได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ของ WEF ร่วมกับ Accenture (บริษัทที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี) ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้4-10 % ของการผลิตแบบปกติ
ปัจจุบันการนำ Digital Solution มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทั่วโลกได้นำมาปรับใช้แล้ว เช่น บริษัท Siemens ของเยอรมนี จัดทำระบบ SiGreen เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ (Product Carbon Footprint : PCF) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างเครือข่ายชื่อ Estainium เป็นเครือข่ายแบบเปิดที่ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย (Suppliers) ลูกค้า และคู่ค้า สามารถแลกเปลี่ยนและตรวจสอบข้อมูล PCF ได้อย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ
ในส่วนของประเทศไทย มีบริษัทเอกชนชั้นนำเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำมาปรับใช้กับบริษัทแล้ว เช่น บริษัท ปตท. ร่วมกับบริษัท Envision Digital พัฒนาระบบ EnOSTM ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน รวมถึงประเมินความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ทดลองของโครงการ เพื่อบริหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค (ประเทศไทย) ได้พัฒนาและเริ่มใช้ซอฟแวร์ SCADA GENESIS64™ ช่วยวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนโยบายเกี่ยวกับการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการบนแนวคิด BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย เตรียมความพร้อมด้านการค้า สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าถึงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ และสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“กระแสการตื่นตัวของหลายประเทศข้างต้น แสดงให้เห็นว่า Digital Solution มีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยทั้งผู้ผลิตสินค้า และผู้ให้บริการทางเทคโนโลยี จะสามารถศึกษาตัวอย่างการใช้ Digital Solution จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ พร้อมทั้งเป็นแนวทางให้สตาร์ทอัพของไทยได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี Digital Solution เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและผลิตสินค้ารองรับการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง