

KEY
POINTS
ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการก๊าซอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำมีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน นวัตกรรมการนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลวกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต กำลังเป็นอีกแนวทางในการลดการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตก๊าซที่จำเป็นต่อกระบวนการของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์ Generating a Cleaner Future เพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ที่โรงแยกอากาศ MAP นิคมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน
นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการบีไอจี กล่าวว่า บริษัทพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม โดยมีลูกค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโรงพยาบาล มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เนื่องจากสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ขององค์กรได้
โรงแยกอากาศ MAP 1 (Map Ta Phut Air Separation Plant) ดำเนินงานภายใต้บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างบีไอจีกับบริษัท ปตท. เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 ถือเป็นโรงแยกอากาศแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Regasification) มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งปิโตรเคมี เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
ปัจจุบัน MAP มีกำลังการผลิตออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมกว่า 450,000 ตันต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากการนำพลังงานความเย็นที่เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG กลับมาใช้ในการผลิต แทนการปล่อยพลังงานความเย็นดังกล่าวทิ้งไป
โดยทั่วไป กระบวนการแยกอากาศ (Air Separation Unit: ASU) ต้องลดอุณหภูมิอากาศลงในระดับต่ำมาก เพื่อแยกองค์ประกอบของอากาศเป็นออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอนตามจุดเดือดที่แตกต่างกัน กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้พลังงานสำหรับระบบทำความเย็น แต่เทคโนโลยี LNG Cold Energy Recovery ช่วยนำพลังงานความเย็นจาก LNG ที่เปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลับเป็นก๊าซมาใช้สนับสนุนกระบวนการแยกอากาศ
การนำความเย็นกลับมาใช้ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิตได้เกือบ 30-40% เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยสนับสนุนการลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิตเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
จาก MAP1 ต้นแบบการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และฐานความสำเร็จสำหรับการพัฒนาโครงการ MAP2 (Map Ta Phut Air Products 2) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โรงแยกอากาศแห่งที่ 2 พัฒนาโดยบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างบีไอจีกับ ปตท. มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท กำลังการผลิตสูงสุด 450,000 ตันต่อปี สำหรับผลิตออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 (2028) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการแยกอากาศรูปแบบเดิม
เมื่อรวมกำลังการผลิตของ MAP และ MAP2 จะอยู่ที่เกือบ 900,000 ตันต่อปี และมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมมากกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
การเพิ่มกำลังการผลิตมีเป้าหมายรองรับความต้องการก๊าซอุตสาหกรรมจากภาคการผลิตที่หลากหลาย ทั้งปิโตรเคมี เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
โครงการยังมีส่วนสนับสนุนการจัดหาก๊าซอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ก๊าซในกระบวนการผลิตและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคสำหรับการดำเนินงาน
ทั้งนี้เบื้องต้นบีไอจีตั้งเป้ารายได้จาก MAP1 เติบโต 20% ต่อปี ขณะที่เป้าหมายรายได้เมื่อรวม MAP1 และ MAP2 อยู่ที่ 40% โดย MAP2 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571
นางอรลากล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์มีสัดส่วนประมาณ 10-15% ของพอร์ตลูกค้าบีไอจี โดยบริษัทสนับสนุนก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำหลากหลายชนิด เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานและงานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ลูกค้ากว่า 90% อยู่ในประเทศไทย และลูกค้าต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 10%
สำหรับตลาดต่างประเทศ บีไอจีส่งออกก๊าซอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เมียนมา และกัมพูชา เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีต้นทุนด้านการขนส่ง ทำให้การขยายตลาดไปยังประเทศที่อยู่ห่างไกลมีข้อจำกัด โดยบริษัทอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศสำหรับตลาดดังกล่าว
บริษัทต้องการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแก่ลูกค้า และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแผนงานมุ่งสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่ของลูกค้า
ในมุมมองต่อการลงทุนของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยยังอาจเป็นโอกาสสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด หากภาครัฐสามารถออกแบบโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม โดยเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และส่งเสริมให้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มีต้นทุนลดลงในอนาคต
นางอรลากล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจอยู่ที่ความผันผวนของราคา LNG หากราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจนโรงไฟฟ้าลดหรือหยุดใช้ LNG จะส่งผลให้มีพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับนำมาใช้ในกระบวนการแยกอากาศลดลง เนื่องจากโรงแยกอากาศ MAP นำพลังงานความเย็นมาใช้ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน LNG ยังคงมีความจำเป็นต่อประเทศไทย
นางอรลากล่าวว่า บีไอจีมีแนวคิดพิจารณาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโรงงานผลิต เช่น โรงงาน MAP โดยมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่เข้ามาอยู่เสมอ เพื่อขยายการเติบโตของบริษัทให้สอดคล้องกับการเติบโตของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนบางส่วนยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากมีข้อตกลงกับคู่ค้าและพันธมิตร
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแล้ว บีไอจียังได้รับการรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรม 6 รายการ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบทั่วไป โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการประเมินผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของลูกค้า
บีไอจียังได้รับการรับรองเครื่องหมายการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Reduction: CFR) สำหรับผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมกลุ่มแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นส่งผลต่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป โดยบีไอจีต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกดีขึ้น
นางอรลากล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่างพลังงานไฮโดรเจน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมและบทลงโทษที่เหมาะสม รวมถึงกฎเกณฑ์ภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น
นโยบายภาครัฐควรมีความชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย หากแผนดำเนินงานยังไม่ชัดเจนหรือขาดความต่อเนื่อง ไทยอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม
ขณะเดียวกัน การกำหนดมาตรการด้านภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องคำนึงถึงภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่อาจยังมีต้นทุนสูง หากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนแข่งขันไม่ได้
ผู้ประกอบการอาจต้องให้ความสำคัญกับการประคองธุรกิจให้อยู่รอดก่อน จึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ช่วยให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง