thansettakij
thansettakij
ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะอนาคต ‘สินภูฮ่อม’ หวั่นนำเข้า LNG ดันต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้าน/ปี

ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะอนาคต ‘สินภูฮ่อม’ หวั่นนำเข้า LNG ดันต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้าน/ปี

14 ต.ค. 69 | 04:43 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 04:51 น.

เปิดตัวเลขความเสี่ยงสินภูฮ่อม หากก๊าซหาย รายได้รัฐ-ชุมชนกว่า 3,000 ล้านอาจได้รับผลกระทบ เอกชนจอนแก่นจี้เคาะอนาคต หวั่นนำเข้า LNG ดันต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้าน/ปี

KEY

POINTS

  • สภาอุตสาหกรรมฯ ขอนแก่นเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของแหล่งก๊าซสินภูฮ่อมที่สัมปทานกำลังจะหมดอายุ เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนปี 2570
  • หวั่นหากไม่มีก๊าซจากแหล่งดังกล่าว จะต้องนำเข้า LNG มาทดแทน ซึ่งจะสร้างภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี
  • เสนอให้รัฐบาลวางแผนอนาคตแหล่งสินภูฮ่อมให้เชื่อมโยงกับการสำรวจแหล่งใหม่, โรงไฟฟ้าน้ำพอง และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้รัฐบาลกำหนดแนวทางรองรับการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งสินภูฮ่อมภายหลังสิ้นสุดสัมปทานให้ชัดเจนก่อนปี 2570 โดยหากไม่มีก๊าซสินภูฮ่อมและไม่มีโรงไฟฟ้าทดแทน อาจเพิ่มภาระต้นทุนไฟฟ้าจากการนำเข้า LNG มากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะกระทบรายได้รัฐ ชุมชน และการจ้างงาน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือการตัดสินใจเรื่องแหล่งก๊าซต้องเชื่อมโยงกับการลงทุนโรงไฟฟ้าและการสำรวจแหล่งใหม่ เพราะแต่ละส่วนต้องใช้เวลาเตรียมการ หากนโยบายยังไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการจะประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนระยะยาวได้ยาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดหาเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่าน

โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางที่ทำให้ผู้ดำเนินการเดิมสามารถผลิตต่อเนื่อง หรือหากข้อกฎหมายไม่เอื้อ ให้จัดกระบวนการคัดเลือกผู้ดำเนินการล่วงหน้า รวมถึงกำหนดแผนส่งต่อการดำเนินงานให้ชัดเจน โดยปัจจัยสำคัญคือการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาก๊าซและการลงทุนที่เกี่ยวข้อง

ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะอนาคต ‘สินภูฮ่อม’ หวั่นนำเข้า LNG ดันต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้าน/ปี

 

 

แหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม มีพื้นที่สัมปทานสองแปลงที่ใกล้หมดอายุ ได้แก่ สัมปทานแปลง EU1 จะสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2572 และแปลง E5N จะสิ้นสุดวันที่ 15 มีนาคม 2574 ดังนั้น กรอบเวลาก่อนปี 2570 จึงเป็นการเรียกร้องให้รัฐตัดสินใจล่วงหน้าเพื่อเปิดเวลาให้เตรียมการก่อนสิ้นสุดสิทธิของแต่ละแปลง เพื่อให้สามารถเตรียมการผลิตก๊าซที่ส่งให้โรงไฟฟ้าน้ำพองได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการลงทุนและพัฒนาแหล่งก๊าซต้องใช้เวลา

หวั่นต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้านต่อปี

“ได้ประเมินผลกระทบภายใต้กรณี ไม่มีก๊าซธรรมชาติจากโครงการสินภูฮ่อม และไม่มีโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทนเพื่อรองรับกำลังผลิตไฟฟ้าในภาคอีสาน โดยระบุว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อาจทำให้ภาระต้นทุนไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 บาทต่อหน่วยในฉากทัศน์ดังกล่าว รวมถึงกระทบต่อรายได้ภาครัฐและชุมชนมากกว่า 3,000 ล้านบาท การจ้างงานในชุมชนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 500 ครัวเรือน และกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชนมากกว่า 300 กิจกรรม รวมถึงผลต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการลดลงของการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านพลังงานเป็นข้อกังวลของผู้ประกอบการ เพราะหากต้องใช้เชื้อเพลิงทดแทนที่มีต้นทุนสูงขึ้น ภาระอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนโรงงาน ธุรกิจบริการ และครัวเรือน ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนรายใหม่ก็ต้องพิจารณาว่าพื้นที่มีพลังงานเพียงพอและต่อเนื่องสำหรับดำเนินธุรกิจในระยะยาวหรือไม่

แหล่งสินภูฮ่อมตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น อัตราการผลิตก๊าซประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยประมาณ 95% ส่งให้โรงไฟฟ้าน้ำพอง และประมาณ 5% ใช้เป็นเชื้อเพลิง NGV โครงการมีท่อส่งก๊าซขนาด 16 นิ้ว ระยะทางประมาณ 64 กิโลเมตร เชื่อมฐานผลิตกับสถานีผลิตก๊าซ ซึ่งรองรับก๊าซได้ 135 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนโรงไฟฟ้าน้ำพองมีกำลังผลิตตามสัญญา 650 เมกะวัตต์ โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางแผนพัฒนาแหล่งก๊าซในพื้นที่ต่อไป

ส.อ.ท.จี้รัฐเคาะอนาคต ‘สินภูฮ่อม’ หวั่นนำเข้า LNG ดันต้นทุนไฟฟ้าพุ่ง 7,000 ล้าน/ปี

 

การประเมินศักยภาพสินภูฮ่อมร่วมกับแหล่งปิโตรเลียมจากการเปิดสิทธิแปลงบนบกรอบที่ 25 พบว่า อาจรองรับการผลิตก๊าซประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลา 20–25 ปี โดยเป็นการประเมินศักยภาพของแหล่งเดิมร่วมกับแหล่งใหม่ 

เชื่อมแผนโรงไฟฟ้าน้ำพอง-แผน PDP

นายภพพล กล่าวอีกว่า ต้องการให้รัฐบาลเชื่อมการวางแผนสินภูฮ่อม การสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP เพื่อให้แผนจัดหาเชื้อเพลิงสอดคล้องกับความต้องการผลิตไฟฟ้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค 

อีกทั้งยังเสนอให้มีกลไกประสานงานระดับประเทศ กำหนดกรอบเวลาและหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อนของการอนุญาตใช้พื้นที่และการพิจารณาโครงการ โดยคงมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างครบถ้วน

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ได้เสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดขอนแก่น และมีแผนเสนอถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดความชัดเจนในระดับนโยบาย

“สำหรับภาคเอกชน ความชัดเจนล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนลงทุนและประเมินต้นทุนได้ ขณะที่การรักษาความต่อเนื่องของก๊าซในประเทศควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของอุตสาหกรรมและประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่าน”